‘กองเรือประมงจีน’ บุกน่านน้ำสากล จับปลาหมึกจนหมด ห่วงโซ่อาหารล่มสลาย กฎหมายเอาผิดไม่ได้

‘กองเรือประมงจีน’ บุกน่านน้ำสากล จับปลาหมึกจนหมด ห่วงโซ่อาหารล่มสลาย กฎหมายเอาผิดไม่ได้

“กองเรือประมงจีน” บุกน่านน้ำสากล “ไมล์ที่ 201” ใกล้อาร์เจนตินา จับปลาหมึกไปจนหมด หวั่นห่วงโซ่อาหารล่มสลาย แต่กฎหมายเอาผิดไม่ได้ พร้อมทำหน้าที่เป็นกองกำลังสำรองทางทะเล รวบรวมข้อมูลตำแหน่งของเรือรบประเทศอื่นส่งกลับไปจีน

KEY

POINTS

  • กองเรือประมงจีนจำนวนมหาศาลเข้าจับปลาหมึกอย่างหนักในเขตน่านน้ำสากล "ไมล์ที่ 201" นอกชายฝั่งอาร์เจนตินา
  • การจับปลาหมึกเกินขนาดจนแทบไม่เหลือให้ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ กำลังทำลายห่วงโซ่อาหาร และเสี่ยงทำให้ระบบนิเวศทางทะเลล่มสลาย
  • พื้นที่ดังกล่าวเป็นสุญญากาศทางกฎหมายเนื่องจากอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ ทำให้ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่สามารถควบคุมหรือเอาผิดการทำประมงที่ไร้การควบคุมนี้ได้

กองเรือประมงจีน” จำนวนมากจนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศเดินทางมาปักหลักอยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ที่เรียกว่า “ไมล์ที่ 201” (Mile 201 area) พื้นที่เขตน่านน้ำสากลที่อยู่ถัดจากเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของประเทศอาร์เจนตินาเพียงนิดเดียว เพื่อจับสัตว์ทะเล ตักตวงผลประโยชน์จากธรรมชาติ โดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้

บริเวณเขตน่านน้ำสากล เป็นพื้นที่อยู่นอกเหนืออำนาจอธิปไตยของรัฐใดๆ เริ่มต้นหลังเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ถือเป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกประเทศในการใช้ประโยชน์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ (UNCLOS) แต่ขณะเดียวกันพื้นที่ตรงนี้ก็เป็นสุญญากาศทางกฎหมายที่ไม่มีการตกลงจำกัดปริมาณการจับปลาในระดับสากล เปิดโอกาสให้กองเรือประมงสามารถเข้ามาตักตวงทรัพยากรธรรมชาติอย่างบ้าคลั่งโดยไร้การควบคุม

จีนผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านการประมงโลก ด้วยการครอบครองเรือประมงอุตสาหกรรมกว่า 57,000 ลำ และมีสัดส่วนกิจกรรมการประมงที่มองเห็นได้ทั่วโลกถึง 44% โดยข้อมูลของมูลนิธิยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) องค์กรการกุศลด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ระบุว่ากองเรือประมงทางไกลที่ปฏิบัติการในพื้นที่ไมล์ที่ 201 ส่วนใหญ่เป็นเรือจากประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วงปี 2019-2024 มีกองเรือจีนเพิ่มขึ้น 85%

เรือประมงเหล่านี้มาเพื่อจับ “หมึกฮัมโบลต์” และ “หมึกกล้วยอาร์เจนตินา” เป็นหลัก และจับไปหมด จนไม่เหลือเวลาให้พวกมันได้แพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ เมื่อประชากรหมึกลดลง ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่สัตว์ชนิดเดียว แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังวาฬ แมวน้ำ นกทะเล และปลาเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาหมึกเป็นอาหารหลัก

‘กองเรือประมงจีน’ บุกน่านน้ำสากล จับปลาหมึกจนหมด ห่วงโซ่อาหารล่มสลาย กฎหมายเอาผิดไม่ได้ แสงไฟจากกองเรือประมงจำนวนมาก จนสามารถมองเห็นได้จากนอกโลก
เครดิตภาพ: Alamy

สตีฟ เทรนต์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EJF) ระบุว่า การประมงในภูมิภาคนี้เป็นเขตเสรีของทุกคน และหมึกอาจหายไปจากพื้นที่นี้ในที่สุดอันเป็นผลจากการทำประมงอย่างบ้าคลั่ง

กองเรือประมงสามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีๆ โดยไม่ต้องกลับเข้าฝั่ง เนื่องจากมีเครือข่ายครบวงจร ตั้งแต่เรือบรรทุกสินค้าแช่เย็นขนาดใหญ่คอยรับถ่ายลำสัตว์น้ำกลางทะเล พร้อมทำหน้าที่ทั้งส่งกำลังบำรุง และช่วยอำพรางที่มาของสัตว์น้ำที่จับมาได้โดยผิดกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือ

นอกจากนี้ ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันที่คอยเติมเชื้อเพลิงให้กองเรือประมงสามารถลอยลำอยู่ได้ตลอด สร้างช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้การติดตามกิจกรรมต่างๆ เป็นไปได้ยากยิ่ง

ที่สำคัญเรือยังปิดสัญญาณติดตามตัวตนหรือ AIS เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับเมื่อเข้าไปทำการประมงในเขตหวงห้าม พลเรือจัตวาเมาริซิโอ โลเปซ จากหน่วยยามฝั่งอาร์เจนตินาเปิดเผยว่า เรือประมงจำนวนมากจงใจพรางตัวเมื่อเข้าใกล้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ เพื่อลักลอบเข้าไปจับปลาในเขตของอาร์เจนตินา การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการทำลายทรัพยากร แต่ยังเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล และกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลหลายคนมองว่านี่คือ ภัยคุกคามนี้รุนแรงกว่าที่คิด โดย ราอูล เปโดรโซ ศาสตราจารย์จากวิทยาลัยสงครามเรือสหรัฐ กล่าวว่า “ภัยคุกคามความมั่นคงทางทะเลระดับโลกที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่โจรสลัด แต่คือ การประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และจีนก็เป็นตัวการสำคัญอีกครั้ง” 

เปโดรโซยังชี้ให้เห็นว่ากองเรือเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกองกำลังสำรองทางทะเล (Maritime Militia) ที่ติดตั้งระบบนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) เพื่อรวบรวมข้อมูลตำแหน่งของเรือรบ และเรือยามฝั่งของประเทศอื่น ส่งกลับไปยังรัฐบาลจีนในลักษณะการรุกรานทางพลเรือนที่แฝงเป้าหมายทางทหาร

นอกเหนือจากการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว เบื้องหลังกองเรือประมงจีนยังเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อลูกเรือชาวอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีรายงานถึงการใช้ความรุนแรง การข่มขู่ การทำงานล่วงเวลาที่เกินขีดจำกัด และการหักค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม จนถูกเปรียบเทียบว่าเป็นภาวะหนี้ผูกพันที่กักขังแรงงานไว้กลางทะเล

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกเรือยังถูกบังคับให้สังหารสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น แมวน้ำ และสิงโตทะเลอเมริกาใต้ เพียงเพื่อเอาฟันหรืออวัยวะบางส่วนไปขาย ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้าย และไร้มนุษยธรรม

ร้อยโทลูเซียน่า เดอ ซานติส นักกฎหมายของหน่วยยามฝั่งอาร์เจนตินา ระบุถึงข้อจำกัดที่น่าเจ็บปวดว่า “เมื่ออยู่นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของเรา เราไม่สามารถทำอะไรได้เลย เราไม่สามารถขึ้นเรือ ไม่สามารถสำรวจ หรือตรวจสอบพวกเขาได้” 

ความอ่อนแอของกลไกการควบคุมในพื้นที่ไมล์ที่ 201 นี้เองที่กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกกองเรือต่างชาติฉวยโอกาสเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่ แม้หน่วยยามฝั่งอาร์เจนตินาจะพยายามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยจำนวนเรือประมงที่มหาศาล และการสนับสนุนที่ซับซ้อน ทำให้การป้องกันเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

การประมงที่ผิดกฎหมายของจีนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบในเชิงนิเวศวิทยา แต่ยังบ่อนทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น และท้องอิ่มของประชาชนในภูมิภาคอเมริกาใต้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ไบรอัน มาสต์ ได้วิจารณ์พฤติกรรมนี้ว่า “การทำประมงของจีนส่วนใหญ่เป็นการแสดงอาการชูนิ้วกลางจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศชายฝั่ง”

การกระทำนี้เป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารของคนท้องถิ่นที่พึ่งพาการประมงเพื่อยังชีพ และสร้างความโกรธแค้นให้แก่ชุมชนชาวประมงในเปรู และอาร์เจนตินาที่ต้องเผชิญกับปริมาณปลาที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

ในระดับมหภาค มีการวิเคราะห์ว่ากิจกรรมของกองเรือจีนเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการหลอมรวมทหาร และพลเรือน (Military-Civil Fusion) ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรของภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างแสนยานุภาพทางยุทธศาสตร์ของรัฐ เรือประมงเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อหาปลา แต่ยังทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา และเครื่องมือในการบีบบังคับทางการเมืองในพื้นที่น่านน้ำที่เป็นข้อพิพาท พฤติกรรมนี้ทำให้จีนถูกขนานนามว่าเป็น “พวกนอกคอกแห่งท้องทะเล” (Pariah of the Seas) ที่ไม่แยแสต่อบรรทัดฐานสากล

การทำประมงเช่นนี้ ยังความเสียหายต่อระบบนิเวศใต้ทะเลลึก เช่น ปะการังน้ำลึกที่ถูกทำลายจากการลากอวน และความมักง่ายในการทิ้งขยะจากกองเรือขนาดใหญ่ โดยร้อยโทมาการี โบบินัก นักชีววิทยาทางทะเลเตือนว่า “ระบบนิเวศทั้งหมดก็จะได้รับผลกระทบ เพราะหมึกเป็นฐานรากของห่วงโซ่อาหารเช่นนี้ อาจนำไปสู่การล่มสลายของทะเลอเมริกาใต้ในระยะยาว

ปัจจุบันเริ่มมีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มประชาสังคม และกลุ่มชาวประมงท้องถิ่นที่เรียกร้องให้มีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น ไม่ใช่แค่กับเรือต่างชาติ แต่รวมถึงระบบที่คลุมเครือซึ่งเอื้อให้เรือเหล่านี้ปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ การใช้  “ธงสะดวก” ของเรือที่สนับสนุนจีนเพื่อปกปิดความเป็นเจ้าของ และลดการตรวจสอบ เป็นหนึ่งในกลโกงที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ หากไม่แก้ไขกองเรือประมงทางไกลจะยังคงเป็นภัยเงียบที่ทำลายมหาสมุทรอย่างไม่สิ้นสุด

ทางออกของวิกฤตินี้อาจอยู่ที่การสร้างสนธิสัญญาสากลที่ครอบคลุมพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ เพื่อกำหนดขีดจำกัดการจับสัตว์น้ำ และบังคับใช้มาตรการติดตามที่โปร่งใส หน่วยงานอย่าง SPRFMO พยายามเข้ามาดูแลในบางพื้นที่ แต่สำหรับมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ยังคงขาดกรอบการจัดการประมงที่เท่าเทียมกัน ทำให้ช่องว่างที่ไมล์ 201 ยังคงเป็นเป็นปัญหาอยู่ อาร์เจนตินาทำได้เพียงส่งเรือลาดตระเวน และเครื่องบินตรวจการณ์เพื่อแสดงอธิปไตย จำเป็นต้องอาศัยแรงกดดันจากนานาชาติต่อรัฐบาลจีนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการหยุดยั้งหายนะนี้

มหาสมุทรไม่ใช่ทรัพยากรที่ไม่มีวันหมดสิ้น การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้อำนาจนิยมทางทะเลเพื่อตักตวงผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ข้อมูลระบุว่า 93% ของทรัพยากรสัตว์น้ำหลักของโลกถูกใช้ประโยชน์จนเต็มขีดจำกัด หรือถูกใช้จนเกินขนาดไปแล้ว หากยังปล่อยให้กองเรือประมงเหล่านี้ออกล่าในพื้นที่ไร้กฎหมายต่อไป คนรุ่นหลังอาจจะได้เห็นเพียงท้องทะเลที่ว่างเปล่า ไร้สิ่งมีชีวิต ไร้อาหาร และไร้อนาคต

 

 

ที่มา: NewsweekNoticias AmbientalesThe GuardianThe Hill

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์