จุดเปลี่ยนโลก 'เหล็กสะอาด' อวสานยุคถ่านหินสู่มหาอำนาจสีเขียว

"เหล็ก" คือกระดูกสันหลังของอารยธรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า ทว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้คือมลพิษมหาศาลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 8% ของโลก
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมเหล็กโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค "เหล็กสะอาด" โดยใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวและเตาหลอมไฟฟ้าแทนถ่านหิน เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนซึ่งคิดเป็น 8% ของโลก
- การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนลดลง นโยบายจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่ส่งเสริมเหล็กคาร์บอนต่ำ
- ผู้ผลิตเหล็กในไทยกำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัว จากมาตรการภาษีคาร์บอนของยุโรป (CBAM) และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
- ความท้าทายสำคัญของไทยคือต้นทุนพลังงานสะอาดที่สูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนที่ยังไม่พร้อม ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันหากขาดนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
"เหล็ก" คือกระดูกสันหลังของอารยธรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่ตึกระฟ้าไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า ทว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้คือมลพิษมหาศาลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 8% ของโลก แต่ ณ วันนี้ สัญญาณจากเวทีโลกอย่าง COP30 กำลังบ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ "จุดเปลี่ยนเชิงบวก" ที่จะพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมนี้ไปตลอดกาล พร้อมแรงกดดันที่ส่งตรงถึงผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทยที่ต้องเร่งปรับตัวก่อนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วิกฤติที่กลายเป็นโอกาส เมื่อเหล็ก "ลดคาร์บอนยาก" กลายเป็น "ธุรกิจดาวรุ่ง"
ในช่วงปี พ.ศ. 2543 ถึง 2563 ความต้องการเหล็กทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวตามการเติบโตของเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน แต่การผลิตแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาถ่านหินโค้กเป็นตัวรีดิวซ์ (Chemical Agent) กลับกลายเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล (พ.ศ. 2568) ได้จุดประกายความหวังใหม่ เมื่อเทคโนโลยี DRI (Direct Reduced Iron) หรือการใช้ไฮโดรเจนสีเขียวแทนถ่านหิน เริ่มแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในเชิงพาณิชย์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์และเคมบริดจ์คาดการณ์ว่า เมื่อการผลิตเหล็กสะอาดขยายตัว ต้นทุนจะลดลงแบบ "S-Curve" โดยทุกๆ การผลิตที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว ต้นทุนจะลดลงถึง 18-20% ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้ามาแล้ว
3 ตัวขับเคลื่อนหลักสู่ "จุดเปลี่ยนเชิงบวก" (Positive Tipping Point)
- กลไกราคาและเทคโนโลยี: เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า (EAF) และการใช้ไฮโดรเจนเริ่มขยับจากห้องทดลองสู่โรงงานขนาดใหญ่ ทำให้ช่องว่างราคาระหว่างเหล็กเขียวและเหล็กแบบเดิมแคบลงเรื่อยๆ
- พลังแห่งการจัดซื้อจัดจ้าง: ภาครัฐทั่วโลกถือครองดีมานด์เหล็กสูงถึง 25-35% ผ่านโครงการเมกะโปรเจกต์ หากรัฐบาลเพียง 10% ประกาศใช้กฎเกณฑ์ "เหล็กสะอาด" จะเป็นแรงส่งมหาศาลที่ช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale)
- การทูตเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่: มีการเสนอแนวคิด "การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับเหล็กปล่อยก๊าซใกล้เป็นศูนย์" เพื่อสร้างแรงจูงใจแทนการลงโทษ ซึ่งจะช่วยเปิดตลาดเสรีให้กับผู้ผลิตที่ยอมลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด
ประเทศไทยกับสมรภูมิเหล็กโลก โอกาสหรือวิกฤติ?
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้ามีความสำคัญต่อ GDP อย่างมาก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับ "พายุสมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) ทั้งจากการทุ่มตลาดของเหล็กราคาถูกจากต่างประเทศ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
สถานการณ์ล่าสุดในไทย (อ้างอิงข้อมูลปี พ.ศ. 2567-2568)
- มาตรการ CBAM: สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็ก ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนค่าธรรมเนียมคาร์บอนหากยังใช้กระบวนการผลิตแบบเดิม
- เป้าหมาย Net Zero ของไทย: ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาว (LT-LEDS) ไทยตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี พ.ศ. 2568 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งบีบให้อุตสาหกรรมหนักต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่
- บทบาทของสถาบันเหล็กฯ: สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) ได้ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผลักดันโครงการ "Green Steel" โดยส่งเสริมให้โรงงานในไทยเปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace - EAF) มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการผลิตจาก EAF สูงกว่าหลายประเทศ แต่มักประสบปัญหาเรื่องเศษเหล็ก (Scrap) ที่มีคุณภาพและปริมาณไม่เพียงพอ
- การขยับตัวของยักษ์ใหญ่: บริษัทอย่าง Tata Steel (Thailand) และ เครือสหวิริยา เริ่มมีการนำร่องการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต และการขอรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint of Products (CFP) เพื่อตอบโจทย์คู่ค้าในกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการ "เหล็กเขียว" ไปใช้ในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3)
ความท้าทายที่รออยู่ ไทยจะตกขบวนหรือไม่?
แม้โลกจะมุ่งไปสู่เหล็กสะอาด แต่ประเทศไทยยังมีอุปสรรคสำคัญคือ "ต้นทุนไฟฟ้าสะอาด" และ "โครงสร้างพื้นฐานไฮโดรเจน" ที่ยังไม่ครอบคลุม หากรัฐบาลไทยไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การอุดหนุนราคาค่าไฟสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว หรือการกำหนดสัดส่วนการใช้เหล็กสะอาดในโครงการรถไฟความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ผู้ผลิตไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศอย่างจีนหรือเวียดนามที่กำลังเร่งลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างก้าวกระโดด
บทสรุปทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน
ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่ชี้ชะตาว่า "เหล็กสะอาด" จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกหรือไม่ หากไทยสามารถใช้จังหวะนี้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เราจะไม่เพียงแต่ช่วยรักษาโลก แต่จะสร้างฐานการผลิตแห่งอนาคตที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากอุตสาหกรรมรถยนต์ EV และพลังงานสะอาดทั่วโลก
ที่มา : World Economic Forum







