ปรับกฎ น้ำทิ้งบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดันภาพลักษณ์อาหารทะเลไทยสู่ตลาดโลก

กระทรวงทรัพยากรฯ ปรับปรุงกฎหมายควบคุมน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยรวมมาตรฐานบ่อน้ำกร่อยและบ่อชายฝั่งที่ใช้มานานกว่า 15 ปีให้เป็นฉบับเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความชัดเจน
KEY
POINTS
- กระทรวงทรัพยากรฯ ปรับปรุงกฎหมายควบคุมน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยรวมมาตรฐานบ่อน้ำกร่อยและบ่อชายฝั่งที่ใช้มานานกว่า 15 ปีให้เป็นฉบับเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความชัดเจน
- มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำในกฎหมาย โดยเลิกใช้คำว่า "แหล่งกำเนิดมลพิษ" เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์สินค้าอาหารทะเลไทยในการส่งออก
- เป้าหมายหลักของการปรับปรุงกฎหมายคือการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าปรับปรุงประกาศกระทรวงฯ ด้านการควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล เพื่อลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย เพิ่มความชัดเจนในการบังคับใช้ และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทย
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย และมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ประกาศใช้มาแล้วมากกว่า 15 ปี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับพบปัญหาความยุ่งยากและความซ้ำซ้อนในการจำแนกประเภทบ่อเพาะเลี้ยงและชนิดสัตว์น้ำ ส่งผลให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษต้องใช้ดุลยพินิจสูงในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจก่อให้เกิดความสับสนในการเลือกใช้มาตรฐานที่เหมาะสม
นอกจากนี้ มาตรฐานเดิมยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีการเลี้ยงในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการส่งออกสินค้าอาหารทะเล ได้แสดงความกังวลต่อการใช้ถ้อยคำ “แหล่งกำเนิดมลพิษ” และ “น้ำเสีย” ในชื่อมาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าอาหารทะเลไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
นายสุรินทร์กล่าวว่า คพ. จึงเสนอปรับปรุงมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้ง 2 ฉบับ ให้รวมเป็นมาตรฐานเดียว และปรับชื่อเป็น “มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล” เพื่อสร้างความชัดเจน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน และให้สอดคล้องกับกฎหมายหลักด้านการประมง ซึ่งจำแนกสัตว์น้ำออกเป็นสัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำทะเล
การปรับปรุงดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการทบทวนคำนิยาม ค่าพารามิเตอร์ ขนาดพื้นที่บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล รวมถึงการกำหนดแนวเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยพิจารณากฎหมายและแนวทางของกรมประมงควบคู่กัน
เพื่อป้องกันผลกระทบด้านภาพลักษณ์ต่อการส่งออกสินค้าอาหารทะเล คพ. ยังได้ปรับถ้อยคำในชื่อประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จากเดิมที่ระบุว่า “กำหนดประเภทของบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ” เป็น “กำหนดให้บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเล ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบกิจการที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม”
การปรับเปลี่ยนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในตลาดโลก เสริมความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน นายสุรินทร์กล่าว







