วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เหตุใดหลายประเทศยังต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิล ท่ามกลางปัญหาโลกร้อนมากขึ้น

เหตุใดหลายประเทศยังต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิล ท่ามกลางปัญหาโลกร้อนมากขึ้น

แม้โลกจะพูดถึงการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานกว่าสามทศวรรษ และพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศมีต้นทุนถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว แต่ความจริงที่ย้อนแย้งคือ ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคิดเป็น มากกว่า 80% ของพลังงานขั้นต้นของโลก และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานยังไม่ลดลงในอัตราที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ปัญหาของโลกวันนี้ไม่ใช่การขาดพลังงานสะอาด แต่เป็นคำถามว่า ใครยังได้ประโยชน์จากการคงอยู่ของเชื้อเพลิงฟอสซิล และเหตุใดการเปลี่ยนผ่านจึงถูกเลื่อนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนึ่งในแรงกดดันสำคัญที่สุดคือ ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และศูนย์ข้อมูล (data centers)

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) รายงานว่า การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 ไปอยู่ที่ประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลข้อมูลดิจิทัล

การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี ในช่วงปี 2024–2030 ซึ่งเร็วกว่าอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ BloombergNEF และ IEA ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกมีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น หลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในไม่กี่ปี ทำให้หลายประเทศกังวลว่าพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถตอบโจทย์ ความเสถียร และ ความมั่นคงด้านพลังงาน ได้ในระยะสั้น

ผลลัพธ์คือ หลายรัฐบาลเลือก “ทางลัด” ด้วยการหันกลับไปพึ่งแหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้วและสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง นั่นคือ เชื้อเพลิงฟอสซิล

สหรัฐฯ: ความมั่นคงพลังงานมาก่อนสภาพภูมิอากาศ

สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจมากกว่าการลดคาร์บอน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 รัฐบาลได้เดินหน้านโยบายสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินอย่างเปิดเผย โดยอ้างถึงความจำเป็นในการรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรม AI

กระทรวงมหาดไทยสหรัฐฯ เปิดพื้นที่ของรัฐบาลกลางกว่า 13 ล้านเอเคอร์ สำหรับการทำเหมืองถ่านหิน ขณะที่กระทรวงพลังงานจัดสรรงบประมาณ 625 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของถ่านหิน รวมถึงการยืดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม

ในทางกลับกัน งบประมาณวิจัยพลังงานสะอาดกลับถูกตัดอย่างหนัก โดยงบด้านการวิจัย พัฒนา และสาธิตเทคโนโลยีพลังงานลดลงเหลือเพียง 2.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 40 ปี เมื่อคำนึงถึงเงินเฟ้อ นักวิชาการเตือนว่า นโยบายนี้ไม่เพียงทำให้สหรัฐฯ เสียความได้เปรียบในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เนื่องจากมลพิษจากถ่านหินเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนับพันรายต่อปี

จีน: ผู้นำพลังงานสะอาดที่ยังพึ่งถ่านหิน

จีนสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกได้อย่างชัดเจนที่สุด ในด้านหนึ่ง จีนคือ มหาอำนาจพลังงานสะอาดของโลก ครองส่วนแบ่งการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยต้นทุนที่ต่ำจากการอุดหนุนของรัฐและกำลังการผลิตขนาดใหญ่

เทคโนโลยีราคาถูกจากจีนช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนา เช่น บราซิลและแอฟริกาใต้ ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้จริง โดยบราซิลก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มากที่สุดในโลกที่ 75 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2024

แต่อีกด้านหนึ่ง จีนยังคงขยายการใช้ถ่านหินอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 จีนเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ 21 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มมากกว่า 80 กิกะวัตต์ ภายในปีเดียว ซึ่งสูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ แม้จีนจะให้คำมั่นว่าจะเริ่มลดการใช้ถ่านหินระหว่างปี 2026–2030 แต่ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงอาจทำให้คำมั่นดังกล่าวทำได้ยากในทางปฏิบัติ

ยุโรป: ลดฟอสซิลท่ามกลางแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์

สหภาพยุโรปเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอแผนยุติการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียภายในปี 2027 ภายใต้แผน REPowerEU ที่เน้นการขยายพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

อย่างไรก็ตาม ความเห็นต่างภายในยังคงเป็นอุปสรรค โดยประเทศอย่างฮังการีและสโลวาเกียกังวลว่าการเลิกนำเข้าพลังงานรัสเซียจะทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง โดยฮังการีประเมินว่า GDP อาจลดลงทันทีถึง 4% แม้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นแหล่งไฟฟ้าหลักของยุโรปแล้ว แต่ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันยังคิดเป็น มากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมด

บราซิล และความย้อนแย้งของเวที COP30

การที่บราซิลเป็นเจ้าภาพการประชุม COP30 ในป่าฝนอเมซอน สะท้อนความย้อนแย้งของการเมืองสภาพภูมิอากาศโลก ประเทศที่เป็นที่ตั้งของระบบนิเวศสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลับยังขยายการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคปากแม่น้ำอเมซอน

สามสิบปีหลังการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ ช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับการปฏิบัติจริงยังคงชัดเจน และการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังเป็นอุปสรรคหลักต่อการบรรลุเป้าหมายข้อตกลงปารีส

แนวโน้มทั่วโลกชี้ชัดว่า โลกไม่ได้ขาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แต่กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบาย ความมั่นคงทางพลังงาน และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น ตราบใดที่ประเทศต่าง ๆ ยังต้องเลือกระหว่าง “ไฟฟ้าเพียงพอวันนี้” กับ “สภาพภูมิอากาศที่ปลอดภัยในอนาคต” การเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงเป็นเรื่องยาก และหากไม่มีแผนที่น่าเชื่อถือในการลดฟอสซิลอย่างเป็นรูปธรรม การเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศอาจยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่โลกยังคงอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

ที่มา: The Invading Sea, BNEF