‘ปลาสิงโต’ เอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานระบบนิเวศ ‘ยุโรป’ ผุดแคมเปญชวนประชาชนจับกิน

‘ปลาสิงโต’ เอเลี่ยนสปีชีส์รุกรานระบบนิเวศ ‘ยุโรป’ ผุดแคมเปญชวนประชาชนจับกิน

“ยุโรป” ออกแคมเปญชวนประชาชนกิน “ปลาสิงโต” เอเลี่ยนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ ปลาพื้นเมืองหายเกือบหมด เหตุจากโลกร้อนทำน้ำทะเลอุ่นขึ้น ขยายถิ่นที่อยู่อาศัยได้ไกลกว่าเดิม

KEY

POINTS

  • ปลาสิงโตกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่รุกรานและทำลายระบบนิเวศในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของยุโรปอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีศัตรูตามธรรมชาติและสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
  • การรุกรานของปลาสิงโตส่งผลกระทบโดยตรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยลดจำนวนปลาพื้นเมืองลงอย่างมาก และกระทบต่อเศรษฐกิจของชาวประมงท้องถิ่นที่รายได้ลดลง
  • ยุโรปได้ริเริ่มแคมเปญส่งเสริมให้ประชาชนและร้านอาหารหันมาบริโภคปลาสิงโต เพื่อช่วยควบคุมจำนวนประชากร และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับภาคการประมง

ปลาสิงโต” กลายเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่กำลังแพร่พันธุ์และทำลายระบบนิเวศของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในไซปรัสและตุรกี เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นและการขยายตัวของคลองสุเอซที่เปิดทางให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้หลั่งไหลเข้ามายังถิ่นที่อยู่ใหม่ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติคอยควบคุม

ปลาสิงโตมีถิ่นกำเนิดในมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิก แต่สามารถเจริญเติบโตแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่นี่สูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 20% ทำให้สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการขยายพันธุ์อย่างมาก

นอกจากนี้ ปลาสิงโตยังสามารถปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมและมีช่วงเวลาในการวางไข่นานถึง 8-9 เดือนต่อปี ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง เป็นระยะเวลานานกว่าปลาพื้นเมืองที่สำคัญทางเศรษฐกิจของยุโรป เช่น ปลากะพงขาวหรือปลาเก๋า มีช่วงเวลาสืบพันธุ์เพียง 2-5 เดือนเท่านั้น

ปลาสิงโตตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้มากกว่า 20,000 ฟองต่อการวางไข่หนึ่งครั้ง และในบางกรณีอาจสูงถึง 66,000 ฟอง โดยรวมแล้วสามารถผลิตไข่ได้ถึงสองล้านฟองต่อปี ความสามารถในการสืบพันธุ์ที่รวดเร็ว ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่สมดุลทางธรรมชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไข่และลูกปลาพื้นเมือง 

ทาเนอร์ ยิลดิซ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์สัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยอิสตันบูล กล่าวว่า “ปลาสิงโตใช้กลยุทธ์ทางชีวภาพแบบเน้นความรวดเร็ว (Fast life-history strategy) ซึ่งเด่นชัดด้วยฤดูกาลวางไข่ที่ยาวนานและการผลิตไข่จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อไข่และตัวอ่อนของปลาพื้นเมือง”

เมื่อปลาสิงโตไม่มีศัตรูตามธรรมชาติในน่านน้ำยุโรป ยิ่งทำให้ประชากรปลาสิงโตเพิ่มขึ้นอย่างอิสระและเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแนวปะการังและแหล่งที่อยู่อาศัยใต้ทะเลอย่างสิ้นเชิง

ปลาสิงโตเป็นปลาที่ตะกละอย่างมาก ในแต่ละวัน พวกมันสามารถกินอาหารได้มากถึง 90% ของน้ำหนักตัว อีกทั้งยังมีความรวดเร็วในการล่าสัตว์หาอาหาร มีข้อมูลพบว่า ปลาสิงโตเพียงตัวเดียวก็สามารถทำให้จำนวนลูกปลาพื้นเมืองตามแนวปะการังหายไปถึง 79% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ในบางจุดของมหาสมุทรแอตแลนติก จำนวนปลาพื้นเมืองลดลงถึง 95% หลังจากที่ปลาสิงโตเข้ามารุกราน ปัญหานี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่เปราะบางอยู่แล้ว จากมลพิษทางทะเลและการสูญเสียที่อยู่อาศัย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้านในยุโรปนั้นรุนแรงไม่แพ้กัน ชาวประมงในไซปรัสกล่าวว่ารายได้ของพวกเขาลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่การปรากฏตัวของปลาต่างถิ่นเหล่านี้ โฟทิส ไกตานอส ชาวประมงท้องถิ่นทำประมงมาหลายปีในพื้นที่ห่างจากชายฝั่งเมืองลาร์นากาไปไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีชื่อเสียงในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของปลาท้องถิ่น เช่น ปลากะพงแดง ปลากะพงขาว และปลากระบอกแดง แต่ตอนนี้เขาแทบจะจับปลาอะไรไม่ได้เลยมากว่า 2 ปีแล้ว โดยเฉพาะปลากระบอกแดง ปลาที่ผู้บริโภคนิยม 

“ผมทำอาชีพนี้มา 40 ปีแล้ว รายได้ของเราแย่ลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปลาสิงโตนี้เข้ามา มันเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของการประมง” เขากล่าว

เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ ยุโรปจึงเริ่มแนวทางส่งเสริมผู้คนหันมาบริโภคปลาสิงโตเพื่อลดจำนวนประชากรของพวกมัน มีจัดทำแคมเปญ #TasteTheOcean เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เชฟและผู้บริโภคหันมาสนใจปลาชนิดนี้มากขึ้น

คอสตัส กาดิส กรรมาธิการด้านการประมงของสหภาพยุโรป กล่าวสนับสนุนแนวคิดนี้ พร้อมระบุว่า การเอาเอเลี่ยนสปีชีส์ที่กำลังทำลายระบบนิเวศอย่าง ปลาสิงโตมาทำเป็นอาหาร จะช่วยเปลี่ยนจากปัญหามาเป็นโอกาสสำหรับภาคการประมง และในขณะเดียวกันก็ช่วยจำกัดภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสายพันธุ์เหล่านี้ได้

ร้านอาหารหลายแห่งในไซปรัสเริ่มเสิร์ฟเมนูจากปลาสิงโต โดยมีจุดเด่นที่เนื้อปลาที่มีความนุ่ม ฟู และรสชาติดีไม่แพ้ปลาเศรษฐกิจยอดนิยมชนิดอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ราคาของปลาสิงโตในตลาดทั่วยุโรปยังถูกกำหนดให้มีความคุ้มค่า โดยในบางพื้นที่ เช่น ตลาดท่าเรือลาร์นากา มีราคาราคาถูกกว่าปลากะพงเกิน 50%

อย่างไรก็ตาม ผู้ปรุงอาหารต้องใช้ความระมัดระวังในการตัดหนามพิษออกก่อนเพื่อความปลอดภัย แม้ว่าพิษจะไม่ถึงแก่ชีวิตแต่จะสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงหากถูกแทง

นอกจากการบริโภคแล้ว การจัดการอย่างเป็นระบบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีการเสนอให้ใช้ระบบรางวัลเพื่อจูงใจชาวประมงในการจับปลาสิงโต เช่นเดียวกับกรณีของปลาปักเป้าที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในตุรกี นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและป่าไม้ของตุรกียังมีแผนจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานในระดับสากลที่เมืองอันตัลยา เพื่อเป็นกลไกในการตรวจพบและประเมินผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการประสานงานระหว่างงานวิจัยและการจัดการประมงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการกำจัดโดยตรงยังถูกนำมาใช้ผ่านโครงการ RELIONMED ในไซปรัส ซึ่งระดมนักดำน้ำอาสาสมัครเพื่อทำกิจกรรมกำจัดปลาสิงโตในพื้นที่อ่อนไหว เช่น แนวปะการังและพื้นที่คุ้มครองทางทะเล แม้นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับว่าการกำจัดปลาสิงโตให้หมดสิ้นไปจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การดำเนินโครงการควบคุมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถลดแรงกดดันต่อระบบนิเวศและช่วยให้ปลาพื้นเมืองมีเวลาและโอกาสในการฟื้นตัวกลับมาได้

ปลาสิงโตในยุโรปสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สั่นคลอนสมดุลธรรมชาติเพียงใด การต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตรุกรานนี้จึงต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งจากนโยบายภาครัฐ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการปรับตัวของผู้บริโภค


ที่มา: Anadolu AjansiEarthEuro News