โจทย์ใหญ่ไทยปี 2569 รีไซเคิลเถื่อน–กากอุตสาหกรรม–PM2.5 เขย่าคุณภาพชีวิต

ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีโจทย์ท้าทายสำคัญคือปัญหาโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และฝุ่น PM2.5
KEY
POINTS
- ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย โดยมีโจทย์ท้าทายสำคัญคือปัญหาโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมาย การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และฝุ่น PM2.5
- การขยายตัวของ "โรงงานสีเทา" โดยเฉพาะในธุรกิจรีไซเคิลขยะและอิเล็กทรอนิกส์ มีการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ เช่น ชลบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนอย่างรุนแรง
- วิกฤตฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มกลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงเมษายน ซึ่งยังคงเป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง
- ปัญหาขยะมูลฝอยสะสมและภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนเป็นอีกความท้าทายสำคัญที่จะทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ
ปี 2569 กำลังถูกจับตามองในฐานะ “ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาขยะอุตสาหกรรม ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝุ่นพิษ PM2.5 ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เข้มข้นขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ประเด็นเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หากแต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้
“ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้วิเคราะห์ภาพรวมโจทย์ท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2569 ไว้อย่างชัดเจนว่า หลายปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะรับมืออย่างจริงจังได้มากน้อยเพียงใด
1. ขยะมูลฝอยตกค้าง วิกฤติเงียบที่สะสม
ปัญหาขยะมูลฝอยยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วงปี 2567–2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีขยะชุมชนเกิดขึ้นสูงถึง 28.63 ล้านตัน แต่สามารถเก็บรวบรวมและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียง 10.51 ล้านตัน ขณะที่ขยะซึ่งถูกกำจัดไม่ถูกวิธีมีมากถึง 4.73 ล้านตัน หรือถูกกองสะสมเป็นภูเขาขยะกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1,800 แห่ง
ผลกระทบจากกองขยะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลิ่นเหม็นหรือทัศนียภาพที่เสื่อมโทรม แต่ยังสร้างปัญหาสุขาภิบาลอย่างรุนแรง ทั้งการแพร่พันธุ์ของแมลงและสัตว์แทะ การปนเปื้อนของสารพิษในดิน น้ำใต้ดิน และน้ำผิวดิน รวมถึงเหตุไฟไหม้กองขยะที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูแล้ง ซึ่งกลายเป็นภัยซ้ำซ้อนที่ยากจะควบคุม
2. โรงงานสีเทาและอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ
อีกหนึ่งปัญหาหนักในปี 2569 คือการขยายตัวของ โรงงานสีเทาและอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหรือเช่ากิจการโรงงานในประเทศไทย โดยจ้างแรงงานต่างชาติ ไม่ใช้หรือใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพียงเล็กน้อย และผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกโดยการสวมสิทธิเป็นสินค้า “Made in Thailand” เพื่อหลบเลี่ยงภาษี
การตั้งโรงงานลักษณะนี้จำนวนมากอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและความร่วมมือจากข้าราชการท้องถิ่นบางส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง รวมถึงพื้นที่รอบกรุงเทพฯ อย่างสมุทรสาครและสมุทรปราการ ธุรกิจที่พบปัญหามากคือ รีไซเคิลขยะและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งในพื้นที่โรงงานและในพื้นที่อื่น เช่น บ่อดินร้าง
จังหวัดชลบุรีถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในจุดวิกฤต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านบึง ที่ตรวจพบโกดังและโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมายหลายสิบแห่ง ปัญหานี้ไม่เพียงบ่อนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อชุมชนโดยรอบอย่างรุนแรง
3. โลกร้อนและภัยพิบัติ สภาพภูมิอากาศเริ่ม “เอาคืน”
ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างชัดเจน ทั้งพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม ภัยแล้ง ไฟป่า และแม้แต่แผ่นดินไหว ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะ CO₂, CH₄ และ N₂O
ประเทศไทยได้ให้คำมั่นในเวทีการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล เมื่อปี 2568 ว่าจะลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง ส่งผลให้ในปี 2569 จะเริ่มเห็นการผลักดัน พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับโครงการด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้งโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติทางธรรมชาติจะทวีความถี่และรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงข้างขึ้น–ข้างแรม 15 ค่ำ ซึ่งเริ่มผิดปกติจนเกือบล้นเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจในจังหวัดชายฝั่ง เช่น ชลบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และสมุทรสาคร นอกจากนี้ หลังกลางปี 2569 ประเทศไทยอาจเผชิญ ภัยแล้งจากการกลับมาของเอลนีโญ ความร้อนและความแห้งแล้งจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไฟป่าและไฟไหม้กองขยะกลับมารุนแรงอีกครั้ง
บทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ปี 2568 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การเตรียมความพร้อมของภาครัฐต้องจริงจังและเป็นระบบมากกว่าที่ผ่านมา
4. ฝุ่น PM2.5 วิกฤตสุขภาพที่ยังแก้ไม่ตก
ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มกลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน แม้บางปีสภาพอุตุนิยมวิทยาจะเอื้ออำนวยและไม่มีปรากฏการณ์ฝาชีมาช่วยกักฝุ่นมากนัก แต่การแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างยังคงดำเนินไปอย่างจำกัด
ในเขตเมือง การจัดการยังต้องพึ่งพาการบูรณาการของกรมควบคุมมลพิษและผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะที่นอกเขตเมือง ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การควบคุมการเผาในที่โล่งทุกประเภท ซึ่งหากไม่สามารถจัดการได้อย่างจริงจัง ปัญหาฝุ่นพิษก็จะกลายเป็นวงจรซ้ำซากที่กระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5. การมีส่วนร่วมของประชาชน บนสมรภูมิการเมือง
ปี 2569 จะเป็นปีที่การตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคประชาชนเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมจะขยับจากเพียง “เวทีรับฟังความคิดเห็น” ไปสู่การเป็น Partnership หรือการร่วมตัดสินใจว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับโครงการที่เข้ามาในพื้นที่
กระบวนการจัดทำรายงาน EIA และ EHIA จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้การอนุมัติโครงการยากกว่าเดิม โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่ EEC และพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ
ในบริบทนี้ การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะไม่ใช่เพียงการแข่งขันเชิงนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองจะถูกตัดสินจากความน่าเชื่อถือของนโยบายด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







