2569 อาจเป็น 'ปีสุดท้ายในโซนปลอดภัย' โลกใกล้พ้น 1.5°C เพราะลดคาร์บอนไม่ทัน

ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าอาจเป็นปีสุดท้ายที่โลกยังอยู่ใน “โซนปลอดภัย” ก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร
KEY
POINTS
- ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าอาจเป็นปีสุดท้ายที่โลกยังอยู่ใน “โซนปลอดภัย” ก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร
- สาเหตุหลักมาจากงบประมาณคาร์บอน (carbon budget) ที่เหลืออยู่น้อยมาก สวนทางกับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- ภายในสิ้นปี 2569 โลกมีโอกาสถึง 33% ที่จะร้อนเกิน 1.5°C และมีความเป็นไปได้สูงขึ้นอีกในปีถัดไป ทำให้มนุษยชาติกำลังมุ่งสู่ “โลกหลังยุค 1.5°C”
- แนวทางปฏิบัติในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะยอมให้อุณหภูมิโลกทะลุเพดาน (overshoot) ไปก่อน แล้วจึงพยายามดึงกลับลงมาในภายหลังด้วยการลดการปล่อยก๊าซอย่างมหาศาล
“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors อ้างอิงข้อมูลจาก The Economist โดยเตือนว่า ปี 2569 กำลังถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอาจเป็นหนึ่งในปีสุดท้ายที่โลกยังคงอยู่ใน “โซนปลอดภัย” ของวิกฤติโลกเดือด กล่าวคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกยังไม่ทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร เส้นแบ่งสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้เป็นตัวชี้วัดระดับความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ข้อมูลการคาดการณ์ล่าสุดระบุว่า ณ ต้นปี 2568 โลกเหลืองบประมาณคาร์บอน (carbon budget) เพียงประมาณ 130,000 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หากมนุษยชาติต้องการมีโอกาสราว 67% ในการจำกัดภาวะโลกเดือดไม่ให้เกิน 1.5°C งบประมาณคาร์บอนที่ “ใช้ได้จริง” จะลดลงเหลือเพียงราว 80,000 ล้านตันเท่านั้น
เมื่อพิจารณาควบคู่กับอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในปัจจุบัน ซึ่งยังสูงถึงราว 42,000 ล้านตันต่อปี ภาพอนาคตจึงยิ่งชัดเจนและน่ากังวล ธาราระบุว่า ภายในสิ้นปี 2569 โลกมีโอกาสถึง 33% ที่จะข้ามเส้น 1.5°C และเมื่อถึงสิ้นปี 2570 ความเป็นไปได้ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะสูงเกินเกณฑ์ดังกล่าวจะกลายเป็น “more likely than not” หรือมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าที่จะไม่เกิด
นั่นหมายความว่า บทสรุปที่ว่ามนุษยชาติกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ “โลกหลังยุค 1.5°C” แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
ในเชิงอุดมคติ ข้อเท็จจริงนี้ควรเป็นสัญญาณปลุกให้รัฐบาลและสังคมโลกเร่งตัดสินใจอย่างจริงจังและเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2558 มีการยอมรับโดยนัยอยู่แล้วว่า หลายประเทศไม่สามารถ หรือไม่ยอม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวดเร็วเพียงพอที่จะหยุดภาวะโลกเดือดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ แนวปฏิบัติแทบทั้งหมดที่ยังพอจะทำให้โลกมีโอกาสกลับมาอยู่ต่ำกว่า 1.5°C หรืออย่างน้อยไม่เกิน 2°C ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผ่อนคลายกว่าและดูเป็นจริงได้มากกว่าในช่วงปลายศตวรรษ จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน นั่นคือ การยอมให้เกิดช่วง “ทะลุเพดาน” หรือ overshoot เสียก่อน แล้วจึงค่อยพยายามดึงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกกลับลงมาในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาและความรุนแรงของช่วง overshoot นี้ ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ หากขึ้นอยู่โดยตรงกับความเร็วที่มนุษยชาติสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจนใกล้ศูนย์สุทธิ (net zero) ได้ รวมถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีการปล่อยก๊าซติดลบ (negative emissions) หรือเทคโนโลยีดูดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากบรรยากาศมาใช้งานได้จริงในระดับใหญ่และทันเวลา
แม้เทคโนโลยีดูดกลับคาร์บอน (carbon removal) จะมีอยู่จริง แต่ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นนำร่อง มีขนาดเล็ก และมีต้นทุนสูงมากจนยากจะนำมาใช้ทดแทนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงได้ในระยะใกล้
ผลลัพธ์คือ รัฐบาลทั่วโลกในปี 2569 และปีต่อๆ ไป จะต้องเผชิญกับทางเลือกที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง เพราะเมื่อโลกผ่านเกณฑ์ 1.5°C ไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกดึงอุณหภูมิกลับลงมาด้วย negative emissions หรือเลือก “ตรึง” อุณหภูมิไว้ที่ระดับที่สูงขึ้นแต่ยังไม่ถึงขั้นหายนะ เช่น ต่ำกว่า 2°C สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับมหาศาลและต่อเนื่อง
"ธารา" ทิ้งท้ายด้วยการเปรียบเปรยของโฮเมอร์ ซิมป์สันในวันที่ต้องชำระหนี้ว่า
“อนาคตมักทำตัวเองให้กลายเป็นปัจจุบันอันแสนห่วยแตก เหม็นเน่าเสมอ” และสำหรับวิกฤตโลกเดือด อนาคตนั้นกำลังเคาะประตูเข้ามาเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด







