เปิดดอยตุง–ป่าชุมชน เป็นฐานข้อมูลวิจัยระดับโลก รับมือวิกฤติ Climate Change

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ยกระดับโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ให้เป็นฐานข้อมูลการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
KEY
POINTS
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ยกระดับโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ให้เป็นฐานข้อมูลการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกเพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
- การวิจัยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Bioacoustics และ eDNA ในการสำรวจ ซึ่งผลลัพธ์สะท้อนความสำเร็จในการฟื้นฟูป่าที่นำโดยชุมชน โดยพบสิ่งมีชีวิตหายากและชนิดพันธุ์ที่อาจเป็นชนิดใหม่
- ขยายผลการเก็บข้อมูลจากดอยตุงสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ทั้งป่าบกและป่าชายเลน เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ การพัฒนา และการแก้ปัญหา Climate Change อย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงควบคู่กับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) จนหลายระบบนิเวศเสี่ยงฟื้นตัวไม่ทัน วิกฤตครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า “การอนุรักษ์ป่าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” โลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ ในฐานะรากฐานของความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร สุขภาวะ และเศรษฐกิจของมนุษยชาติ
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ คือหนึ่งในองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพจากประสบการณ์จริงในพื้นที่ต่อเนื่องเกือบสี่ทศวรรษ ผ่านโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย จากพื้นที่ดอยหัวโล้นเสื่อมโทรม มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนบนแนวคิด “ปลูกป่า ปลูกคน” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จนสามารถฟื้นฟูผืนป่าได้มากกว่าร้อยละ 90
การฟื้นคืนของป่าไม่ได้หยุดอยู่ที่พื้นที่สีเขียว แต่ยังหมายถึงการกลับมาของ “ชีวิต” ทั้งสัตว์ป่าหายาก สิ่งมีชีวิตท้องถิ่น และสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่อาจยังไม่เคยถูกบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน พร้อมกับการทำงานวิจัยและปรับระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน โครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงไม่เพียงเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชน หากยังเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศในระดับประเทศและภูมิภาค
จากดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ขยายบทบาทสู่การเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งป่าบกและป่าชายเลน เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ การพัฒนา และการรับมือ Climate Change เข้าด้วยกัน
ปี 2568 จึงนับเป็นปีแห่งการก้าวสู่บทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการเข้าร่วมเป็นภาคปฏิบัติของแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (National Biodiversity Strategy and Action Plan: NBSAP 2566–2570) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เพื่อบูรณาการบทเรียนจากพื้นที่จริงสู่การกำหนดนโยบาย ตั้งแต่การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารจัดการฐานข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน และการขยายผลสู่พื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศ
ในปีเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับชุมชนและภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ป่าชายเลนแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อยุทธศาสตร์ “คาร์บอนสีน้ำเงิน” (Blue Carbon) ของโลก การจัดทำฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานระดับประเทศจึงเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของมูลนิธิฯ ในฐานะผู้เชื่อมโยงงานภาคสนาม นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และชุมชนเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระดับนานาชาติระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS) ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ เมื่อสถาบันวิชาการชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเขตร้อนของโลก เลือกโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย ความสนใจดังกล่าวสะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติว่า ดอยตุงคือหนึ่งในตัวอย่างการฟื้นฟูป่าที่โดดเด่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเกิดจากการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 36 ปี
ความร่วมมือนี้นำไปสู่การสำรวจภายใต้โปรแกรม “ไบโอบลิทซ์” (BioBlitz) ครั้งแรกในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีบันทึกเสียงชีวภาพตลอด 24 ชั่วโมง (Bioacoustics) ร่วมกับการวิเคราะห์ด้วย Machine Learning ซึ่งสามารถจำแนกเสียงนกและค้างคาวได้มากกว่า 30 ชนิด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสิ่งแวดล้อม (Environmental DNA: eDNA) เพื่อตรวจหาร่องรอยพันธุกรรมของสัตว์หายากที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ผลการสำรวจสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ฟื้นฟู และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งยังพบได้ไม่มากในภูมิภาคนี้ ทีมนักวิจัยค้นพบปูน้ำจืดหลายสายพันธุ์ ซึ่งบางชนิดอาจยังไม่เคยมีการบันทึกทางวิทยาศาสตร์มาก่อน โดยแต่ละชนิดอาศัยอยู่ในลำธารที่แตกต่างกัน สะท้อนว่าทุกแหล่งน้ำมีระบบนิเวศเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของนาก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดแหล่งน้ำที่สะอาดและสมบูรณ์ รวมถึงนกหลากหลายชนิดที่ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชุมชนอย่างไม่หวาดกลัว
อีกหนึ่งสัญญาณเชิงบวกคือการพบลูกนก “ชะมดแสมขาว” (White-rumped Shama) นกเสียงไพเราะที่ใกล้สูญพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งบ่งชี้ว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า
บทบาทของชุมชนท้องถิ่นถือเป็นหัวใจของการสำรวจครั้งนี้ ด้วยองค์ความรู้เชิงพื้นที่และความเข้าใจพฤติกรรมสัตว์ป่า ชาวบ้านมีส่วนช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก ทั้งการจำแนกชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ การติดตามร่องรอยสัตว์ รวมถึงการถ่ายทอดวิธีการจับปลาและปูแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำลายระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงเสริมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า อันเป็นจิตวิญญาณของดอยตุงอย่างแท้จริง
แม้ผลการสำรวจครั้งแรกจะสะท้อนภาพความอุดมสมบูรณ์อย่างชัดเจน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จะเดินหน้าต่อยอดงานวิจัย เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการศึกษาระบบนิเวศภูเขาเขตร้อน
ปี 2568 จึงเป็นปีที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ก้าวข้ามจากบทบาทผู้ฟื้นฟูพื้นที่ สู่การเป็น “ผู้ร่วมขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ” บนความเชื่อว่าการอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ทุกวัน และการดูแลรักษาทุนนี้ คือความรับผิดชอบร่วมกันในการกำหนดอนาคตของโลกที่เราจะส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป







