สรุปพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก 2025 ถล่ม 27 ลูก มากสุดรอบ 6 ปี เหตุการณ์ผิดสถิติเพียบ

สรุปพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิก 2025 ถล่ม 27 ลูก มากสุดรอบ 6 ปี เหตุการณ์ผิดสถิติเพียบ

ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิกปี 2025 มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อรวม 27 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบ 6 ปี พายุ "Ragasa" ถูกบันทึกว่าเป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดของปี

KEY

POINTS

  • ฤดูพายุไต้ฝุ่นแปซิฟิกปี 2025 มีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อรวม 27 ลูก ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบ 6 ปี
  • เกิดเหตุการณ์ที่ทำลายสถิติหลายครั้ง เช่น พายุขึ้นฝั่งในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในไต้หวันและมาเลเซีย และการเตือนภัยระดับสูงสุดในฮ่องกง
  • พายุ "Ragasa" ถูกบันทึกว่าเป็นไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดของปี ขณะที่พายุ "Matmo" สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงสุด และ "Kalmaegi" ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ฤดูพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก (Western Pacific) ปี 2025 กลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency: JMA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามและตั้งชื่อพายุในภูมิภาคนี้ ระบุว่า ปีดังกล่าวมีพายุหมุนเขตร้อน ที่ได้รับการตั้งชื่อรวม 27 ลูก มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนแนวโน้มความแปรปรวนและความรุนแรงของสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อจำแนกตามระดับความรุนแรง พบว่า ในจำนวนพายุทั้งหมด 27 ลูก มีพายุโซนร้อน 27 ลูก โดยหลายลูกทวีกำลังแรงขึ้น กลายเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง 7 ลูก และพัฒนาเป็นไต้ฝุ่นถึง 8 ลูก ในจำนวนนี้มีไต้ฝุ่นกำลังแรงมาก 4 ลูก และมีเพียง 1 ลูกเท่านั้นที่รุนแรงถึงระดับสูงสุด หรือที่เรียกว่า “ไต้ฝุ่นรุนแรง (violent typhoon)” ซึ่งเป็นระดับที่มีความเร็วลมตั้งแต่ 194 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

ไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดของฤดูกาลนี้คือ “Ragasa” ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นพายุที่มีกำลังแรงสูงสุดในแอ่งแปซิฟิกตะวันตกของปี 2025 โดยมีความกดอากาศต่ำสุดที่ระดับน้ำทะเลเพียง 905 hPa และมีความเร็วลมเฉลี่ยต่อเนื่อง 10 นาที สูงถึง 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุเพียงลูกเดียวของปีที่ขึ้นถึงระดับไต้ฝุ่นรุนแรง สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบในวงกว้าง

ฤดูพายุปีนี้ยังน่าสนใจจากการปรากฏของชื่อพายุใหม่หลายชื่อ ได้แก่

  • Co-May
  • Nongfa
  • Ragasa
  • Koto

ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อทดแทนชื่อพายุเดิมอย่าง Lekima, Faxai, Hagibis และ Kammuri ที่ถูกปลดออกจากบัญชีรายชื่อหลังฤดูกาลปี 2019 เนื่องจากสร้างความเสียหายรุนแรงในอดีต ชื่อเหล่านี้จึงไม่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำอีกตามหลักสากล

รหัสลำดับพายุของปีนั้น ตามระบบของ JMA (Japan Meteorological Agency) เช่น Wutip (2501) แปลว่า พายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 1 ของปี 2025

นอกจากจำนวนและความรุนแรงแล้ว ปี 2025 ยังเต็มไปด้วยเหตุการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่ “ผิดจากสถิติเดิม” หลายกรณี อาทิ พายุ Wutip (2501) ซึ่งเป็นพายุลูกแรกของปี แต่กลับเกิดขึ้นช้ามาก จัดเป็นพายุลูกแรกที่เกิดช้าที่สุดเป็นอันดับ 5 นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1951 ขณะที่ Danas (2504) กลายเป็นไต้ฝุ่นลูกแรกในรอบเกือบ 40 ปี ที่ขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตะวันตก–ตอนกลางของไต้หวัน นับตั้งแต่ปี 1986

ด้านเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ปีนี้ต้องเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดจากพายุ Wipha (2506) และ Ragasa (2518) ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการยกระดับการเตือนภัยพายุเป็น สัญญาณหมายเลข 10 ระดับสูงสุด เกิดขึ้นเพียงครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี 1964 สะท้อนถึงความรุนแรงที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในพื้นที่ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน Neoguri (2519) ถูกจัดเป็นพายุที่เกิดในพื้นที่ละติจูดสูงอย่างผิดปกติ และอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 ส่วน Matmo (2521) ถูกระบุว่า เป็นพายุที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากที่สุดของฤดูกาล ด้วยมูลค่าความเสียหายประมาณ 3.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Kalmaegi (2525) เป็นพายุที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 288 คน

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างสถิติใหม่คือ Fung-wong (2526) ซึ่งกลายเป็นพายุลูกแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวันในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นช่วงปลายฤดูพายุที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง Cyclone Senyar ซึ่งแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในแอ่งแปซิฟิกตะวันตกโดยตรง แต่ถูกจัดรวมในการทบทวนครั้งนี้ เนื่องจากการเกิดขึ้นในพื้นที่ละติจูดต่ำอย่างผิดปกติ และการเคลื่อนตัวข้ามเขตพายุ ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ รวมถึง ประเทศไทยและมาเลเซีย โดย Senyar กลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นฝั่งบริเวณฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย และเป็นเพียงพายุลูกที่ 3 ที่ขึ้นฝั่งมาเลเซียทั้งประเทศ ต่อจาก Greg ในปี 1996 และ Vamei ในปี 2001

ภาพรวมฤดูพายุไต้ฝุ่นปี 2025 จึงไม่เพียงสะท้อนถึงจำนวนพายุที่เพิ่มขึ้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงรูปแบบพายุที่รุนแรงขึ้น เกิดในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย และมีผลกระทบข้ามพรมแดนมากขึ้น นักวิชาการหลายฝ่ายมองว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงความท้าทายด้านการรับมือภัยพิบัติในอนาคต โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย