‘หมีสีน้ำตาล’ ในยุโรปเชื่องมากขึ้น ดุน้อยลง ปรับตัวเพื่ออยู่รอด ไม่ให้มนุษย์ล่า

‘หมีสีน้ำตาล’ ในยุโรปเชื่องมากขึ้น ดุน้อยลง ปรับตัวเพื่ออยู่รอด ไม่ให้มนุษย์ล่า

หมีสีน้ำตาลในยุโรป เชื่องมากขึ้น ดุน้อยลง มีขนาดตัวเล็กกว่าเดิม นับเป็นการปรับตัวเพื่ออยู่รอด สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ โดยไม่ถูกล่า

KEY

POINTS

  • หมีสีน้ำตาลสายพันธุ์อาเพนไนน์ในอิตาลีมีวิวัฒนาการให้มีขนาดตัวเล็กลงและมีพฤติกรรมดุร้ายน้อยลง เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดจากการรุกล้ำพื้นที่และการล่าของมนุษย์
  • การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่มนุษย์มีบทบาทสำคัญ โดยกำจัดหมีที่ก้าวร้าวออกไป ทำให้หมีที่เชื่องกว่ามีโอกาสรอดชีวิตและสืบทอดพันธุกรรมได้มากกว่า
  • แม้การปรับตัวนี้จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนกับหมี แต่ก็ส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรหมีลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระยะยาว
  • นักวิจัยชี้ว่าความเข้าใจด้านพันธุกรรมนี้มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ โดยไม่ควรนำหมีสายพันธุ์อื่นที่ดุร้ายกว่าเข้ามาผสมเพื่อไม่ให้ลักษณะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันหายไป

ปัจจุบันเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างผืนป่าและเมืองเริ่มเลือนรางลง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกรณีศึกษาของหมีสีน้ำตาลสายพันธุ์อาเพนไนน์ (Apennine brown bear) ในอิตาลี ที่พบว่า การรบกวนของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไม่ได้แค่ทำให้ประชากรหมีลดลงเท่านั้น แต่ยังทำให้ลักษณะทางกายภาพของหมีเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงนิสัยที่เชื่องมากขึ้น ดุร้ายน้อยลง เพื่อความอยู่รอดในโลกที่มีมนุษย์เป็นใหญ่

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้สามารถย้อนกลับไปได้เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปีก่อน เมื่อหมีสายพันธุ์นี้เริ่มแยกตัวออกจากกลุ่มหมีสีน้ำตาลยุโรปสายพันธุ์หลัก หลังจากนั้นหมีสีน้ำตาลอาเพนไนน์ก็ต้องเผชิญกับการบุกรุกพื้นที่ของมนุษย์ในตอนกลางของอิตาลี ที่เข้าไปแผ้วถางป่าเพื่อทำเกษตรกรรมและปลูกที่อยู่อาศัยเนื่องจากประชากรหนาแน่นมากขึ้น

อันเดรีย เบนาซโซ หัวหน้าคณะวิจัยอธิบายว่า การบุกรุกพื้นที่ป่าและการทำเกษตรกรรมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรหมีเหล่านี้ลดจำนวนลงและถูกแยกโดดเดี่ยวจากกลุ่มอื่น เมื่อหมีต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัดและใกล้ชิดกับชุมชนมนุษย์มากขึ้น แรงกดดันจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติจึงเปลี่ยนจากการต่อสู้กับสภาพอากาศหรือสัตว์ป่าชนิดอื่น มาเป็นการเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงหรือปรับตัวเข้าหากฎเกณฑ์ของมนุษย์แทน

การปรับตัวที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือลักษณะภายนอก โดยหมีสีน้ำตาลอาเพนไนน์มีร่างกายที่เล็กลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษ มีลักษณะโครงสร้างกะโหลกและใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญที่สุดคือมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวน้อยกว่าหมีสีน้ำตาลในยุโรป อเมริกาเหนือ หรือเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการวิวัฒนาการที่มนุษย์เข้าไปมีบทบาทในการคัดเลือกโดยไม่ตั้งใจ นักวิจัยพบร่องรอยของการเลือกสรรทางพันธุกรรม (selective signatures) ในยีนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมความดุร้าย 

จูเลีย แฟบบรี หนึ่งในคณะผู้วิจัยระบุว่า ยีนที่ส่งเสริมพฤติกรรมก้าวร้าวถูกคัดทิ้งไปจากประชากรผ่านกระบวนการที่มนุษย์กำจัดหมีที่ดุร้ายหรือเป็นอันตรายออกจากสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้หมีที่มีลักษณะนิสัยอ่อนโยนกว่ามีโอกาสอยู่รอดและส่งต่อพันธุกรรมไปยังรุ่นถัดไปได้มากกว่า

แม้ว่าการปรับตัวในลักษณะนี้จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนและหมี แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็สะท้อนถึงวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ การที่หมีเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่ในวงล้อมของมนุษย์ทำให้พวกมันมีความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ลดลงและมีอัตราการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน (inbreeding) ที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม จอร์โจ แบร์โตเรลเล นักวิจัยอีกคนในการศึกษานี้ระบุว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่ามักเป็นอันตรายต่อการอยู่รอดของสปีชีส์ แต่ในขณะเดียวกัน มันอาจส่งเสริมวิวัฒนาการของลักษณะที่ช่วยลดความขัดแย้งด้วย ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนอนุรักษ์และการจัดการระบบนิเวศในอนาคต เพราะมันบ่งชี้ว่าสัตว์ป่าบางกลุ่มอาจมีพันธุกรรมพิเศษที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างสงบสุขมากขึ้น

ในการวางแผนฟื้นฟูประชากรหรือการจัดการสัตว์ป่าในยุคใหม่ ความเข้าใจเรื่องพันธุกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น นักวิจัยย้ำเตือนว่าประชากรหมีที่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์อย่างหนักอาจสะสมตัวแปรทางพันธุกรรมที่เกิดจากวิวัฒนาการเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งไม่ควรถูกทำให้เจือจางลง เช่น การนำหมีสายพันธุ์อื่นที่มีความดุร้ายมากกว่ามาปล่อยเพื่อเพิ่มจำนวนประชากร เพราะอาจเป็นการทำลายลักษณะนิสัยที่เอื้อต่อการลดความขัดแย้งไป

กรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนเหนือของอิตาลีหรือในกรีซที่หมีเริ่มกลับมามีจำนวนมากขึ้นและก่อเหตุทำร้ายคน สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีพฤติกรรมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นการเพิ่มจำนวนหมีอาจกลายเป็นชนวนเหตุของปัญหาความมั่นคงและความปลอดภัยของคนในชุมชนแทน

ในท้ายที่สุด การที่หมีสีน้ำตาลสายพันธุ์อาเพนไนน์พัฒนาจนมีนิสัยเชื่องขึ้นและตัวเล็กลง เปรียบเสมือนการที่ธรรมชาติพยายามปรับจูนให้ตรงกับวิถีชีวิตของมนุษย์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยังคงดำรงอยู่ร่วมกันได้

การศึกษานี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบันทึกประวัติศาสตร์การเปลี่ยนสีผิวหรือขนาดตัว แต่คือการถอดรหัสกลยุทธ์การเอาตัวรอดที่สัตว์ป่าเลือกใช้ในยุคที่มนุษย์กลายเป็นปัจจัยหลักของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้สามารถออกแบบระบบนิเวศในอนาคต ในฐานะนส่วนหนึ่งของระบบที่โอบรับความหลากหลายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา


ที่มา: Euro NewsPhysThe Debrief