วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

โลกสูญเสีย ‘ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน’ จากโลกร้อน เข้ายุคล่มสลายธารน้ำแข็งในยุโรป

โลกสูญเสีย ‘ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน’ จากโลกร้อน เข้ายุคล่มสลายธารน้ำแข็งในยุโรป

ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน” (Trasllambrión) ธารน้ำแข็งแห่งสุดท้ายในจังหวัดเลออน ของสเปน ได้ละลายหายไปตลอดกาล เมื่อเดือนตุลาคม 2025 จากภาวะโลกร้อน ปิดฉากธารน้ำแข็งที่อยู่รอดมาได้นานกว่า 700 ปี 

จากการสำรวจโดยคณะวิจัยจากกลุ่ม Geopat แห่งมหาวิทยาลัยเลออน นำโดยศ.ฮาเวียร์ ซานโตส กอนซาเลซ พบว่า ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาปิโกส เด ยูโรปา ณ ระดับความสูง 2,400 เมตร ในปัจจุบันมีสภาพเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งขนาดเล็กกว้างประมาณ 15-20 เมตร ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของหน้าผาหินปูน

ด้วยปริมาณก้อนน้ำแข็งที่เหลืออยู่นี้ไม่มีมวลมากพอ ที่จะเคลื่อนที่หรือมีพฤติกรรมในเชิงพลวัตตามลักษณะของธารน้ำแข็งที่มีชีวิตอีกต่อไป และถูกเปลี่ยนสถานะเป็นเพียงซากฟอสซิลน้ำแข็งที่อยู่นิ่งรอวันละลายหายไปตามฤดูกาล

ข้อมูลทางธรณีวิทยาระบุว่า ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรียกว่า “ยุคน้ำแข็งน้อย” (Little Ice Age) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14-19 ในช่วงที่พีคธารน้ำแข็งแห่งนี้เคยครอบคลุมพื้นที่กว่า 62 ไร่ โดยมีชั้นน้ำแข็งหนาถึง 500 เมตร และมีส่วนปลายของธารน้ำแข็งหรือ “ลิ้นน้ำแข็ง” ยาวถึง 6 กม. 

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้นในช่วงการยึดครองของจักรวรรดิโรมัน บันทึกระบุว่ากองทหารโรมันไม่พบร่องรอยของน้ำแข็งในบริเวณนี้เลย ชี้ให้เห็นว่าทรัสลัมบริออนก่อตัวขึ้นหลังจากช่วงเวลาอันอบอุ่นในยุคกลางได้ผ่านพ้นไป

ความผันผวนนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ในแนวเทือกเขาคันตาเบรียนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกอย่างมากมาโดยตลอด

โลกสูญเสีย ‘ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน’ จากโลกร้อน เข้ายุคล่มสลายธารน้ำแข็งในยุโรป
ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออนไม่เหลือน้ำแข็งอยู่เลย
เครดิตภาพ: JAVIER SANTOS GONZÁLEZ

การหายไปของทรัสลัมบริออนไม่ใช่เพียงการละลายของก้อนน้ำแข็งทั่วไป แต่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ความตายจากความร้อน” (Heat death) ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำลายสมดุลระหว่างการสะสมของหิมะใหม่และการละลายของน้ำแข็งเก่า

ในอดีต เทือกเขาคันตาเบรียนเคยได้รับประโยชน์จากฤดูหนาวที่ยาวนาน และมีหิมะตกหนักพอที่จะหล่อเลี้ยงชั้นน้ำแข็งให้รอดพ้นจากฤดูร้อนไปได้ แต่ในปัจจุบันฤดูหนาวกลับสั้นลงและมีปริมาณหิมะลดลงอย่างต่อเนื่อง

แม้ในช่วงปี 2009-2020 จะเกิดพายุหิมะรุนแรง ซึ่งน่าจะช่วยปกคลุมชั้นน้ำแข็งจนดูเหมือนว่าการละลายจะหยุดชะงักลง แต่นักวิจัยระบุว่านั่นเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ปกปิดการกัดเซาะลึกในมวลน้ำแข็งชั้นล่างเอาไว้

เมื่อต้องเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนระอุติดต่อกันในช่วง 5 ปีล่าสุด ชั้นน้ำแข็งที่บางอยู่แล้วจึงไม่สามารถทนทานต่อพลังงานความร้อนได้อีกต่อไป จนกระทั่งมวลน้ำแข็งแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและสูญเสียความสามารถในการไหลตัวลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วง

ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออนมีความสำคัญในหลากหลายมิติ ในเชิงวิทยาศาสตร์ ธารน้ำแข็งขนาดเล็กในละติจูดต่ำเช่นนี้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องวัดอุณหภูมิของโลก” ที่มีความไวสูงมาก เนื่องจากพวกมันตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและหยาดน้ำฟ้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้นักวิจัยสามารถใช้ข้อมูลจากที่นี่เพื่อประเมินความเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคโดยรอบได้อย่างแม่นยำ 

โลกสูญเสีย ‘ธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน’ จากโลกร้อน เข้ายุคล่มสลายธารน้ำแข็งในยุโรป บริเวณที่เคยมีธารน้ำแข็งอยู่
เครดิตภาพ: JAVIER SANTOS GONZÁLEZ

นอกจากนี้ ทรัสลัมบริออนยังเป็นเสมือน “จดหมายเหตุทางธรรมชาติ” คอยบันทึกร่องรอยทางธรณีวิทยา เช่น เนินตะกอนธารน้ำแข็ง ที่ทิ้งรอยไว้ตามลาดเขา ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถย้อนรอยศึกษาพฤติกรรมของภูมิอากาศในอดีตได้ 

ขณะเดียวกัน ธารน้ำแข็งยังทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมวัฏจักรของน้ำ โดยการเก็บสะสมน้ำในรูปของน้ำแข็งในฤดูหนาวและค่อย ๆ ปล่อยออกมาในฤดูร้อน ช่วยรักษาความเย็นและความใสของลำธารบนภูเขาที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น

นอกจากการสูญเสียมรดกทางธรรมชาติแล้ว การหายไปของธารน้ำแข็งยังนำมาซึ่งความเสี่ยงทางธรณีวิทยาที่อันตรายต่อมนุษย์ เมื่อชั้นน้ำแข็งถาวรที่เคยแทรกตัวอยู่ในรอยแยกของหินหรือที่เรียกว่า “เพอร์มาฟรอสต์” (Permafrost) ละลายหายไป หน้าผาหินปูนที่เคยแข็งแกร่งจะสูญเสียตัวยึดเกาะธรรมชาติและเกิดความไม่มั่นคง ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่การเกิดหินถล่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อเส้นทางเดินเขา ที่พักแรม และเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ

ศ.ฮาเวียร์ ซานโตส กอนซาเลซ ระบุว่าเราได้สูญเสียเชิงอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของพื้นที่แห่งนี้ไปแล้ว “ในแง่หนึ่ง คุณจะรู้สึกว่ากำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงสุดท้ายของยุคสมัย เราต่างเศร้าเมื่อรู้ว่าจะไม่มีน้ำแข็งให้ตามหาอีกในครั้งต่อไป เอกลักษณ์ของปิโกส เด ยูโรปากำลังจะหายไป ภูเขากำลังสูญเสียความทรงจำแห่งฤดูหนาว”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทรัสลัมบริออน กำลังลุกลามไปยังธารน้ำแข็งอื่น ๆ ในสเปนและยุโรปใต้ โดยเฉพาะธารน้ำแข็งในเทือกเขาพิเรนีส ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสเปนและฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือ “ธารน้ำแข็งอาเนโต” ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในสเปนและยุโรปตอนใต้ ที่ในทุกฤดูกาลจะสูญเสียน้ำแข็งโดยเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งเมตร

ข้อมูลระบุว่าจากธารน้ำแข็ง 52 แห่งที่มีอยู่ในเทือกเขาพิเรนีสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันกลับหลงเหลืออยู่เพียงประมาณ 14 แห่งที่ยังคงสถานะทำงานอยู่ และหลายแห่งได้เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำแข็งตาย เช่นเดียวกับทรัสลัมบริออน การศึกษาโดยใช้เทคโนโลยี LiDAR และโดรนแสดงให้เห็นว่าหากแนวโน้มของอุณหภูมิยังคงเป็นเช่นนี้ ธารน้ำแข็งที่เหลืออยู่ในสเปนอาจละลายหายไปเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า

การหายไปของธารน้ำแข็งทรัสลัมบริออน แสดงให้เห็นแล้วว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องนามธรรม เป็นเพียงแค่รายงานสถิติ แต่เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ผ่านการดับสูญของกลไกธรรมชาติที่เคยอยู่คู่กับมนุษย์มานานหลายศตวรรษ พร้อมทำให้เห็นว่าพื้นที่สูงในละติจูดต่ำมีความเปราะบางอย่างยิ่ง โดยการสูญเสียน้ำแข็งถาวรจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความปลอดภัยทางธรณีวิทยา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างภาวะที่นักวิจัยเรียกว่า “การไว้ทุกข์ให้กับภูมิทัศน์” (Landscape mourning) ซึ่งเป็นความรู้สึกสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยบันทึกและวัดค่าความตายของน้ำแข็งได้อย่างแม่นยำขึ้น และก็ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า เราไม่สามารถรักษาธารน้ำแข็งหลายแห่งในยุโรปไว้ได้ เพราะได้ผ่านพ้นจุดที่หวนคืนไม่ได้ไปแล้ว 



ที่มา: Diario de LeonEarthEl PaisMeteorologiaenred