โรดแมป "แผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (SCP)" ระยะ 15 ปี เผยผลงานระยะแรกสุดปัง ลดใช้น้ำอุตสาหกรรมได้กว่า 4.5 ล้าน ลบ.ม. พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ "4 ตัวเร่ง" ชูประเด็นลดขยะอาหาร ดัน ESG เข้าสู่หัวใจ MSMEs และปั้นแอปฯ ECOLIFE เปลี่ยนไลฟ์สไตล์คนไทยให้เป็นมิตรต่อโลก
จากนโยบายสู่การลงมือทำ ผลลัพธ์ระยะที่ 1 ที่จับต้องได้
กานดา ชูแก้ว รองเลขาธิการสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวในงาน เครือข่ายส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนแห่งประเทศไทยประจำปี 2568 ว่า ความสำเร็จก้าวแรกของแผน SCP (พ.ศ. 2567-2570) ที่ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลข แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง โดยสามารถ
- ด้านพลังงานและอากาศ: ลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอน ได้ถึง 9.3 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า
- ด้านทรัพยากรน้ำ: ภาคอุตสาหกรรมประหยัดน้ำได้มหาศาลถึง 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร
- ด้านขยะ: โชว์ตัวเลขสุดล้ำ นำขยะอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงถึง 87%
- ด้านการผลิต: ปั้น "เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ" กระจายตัวทั่วประเทศแล้ว 18 พื้นที่
4 หมัดเด็ด “ตัวเร่งความยั่งยืน” ระยะต่อไป
เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ระยะที่ 2 และ 3 อย่างมั่นคง สผ. ได้คัดเลือก 4 ประเด็นเร่งด่วนที่จะเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อน ได้แก่
- Sustainable Food System: สร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยตั้งแต่ฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร
- Circular Economy: จัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
- ESG for MSMEs: ปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" ให้เข้าถึงมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล
- Sustainable Tourism: ยกระดับการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ ผ่านความร่วมมือกับ GIZ จากเยอรมนี
ไฮไลต์โครงการ "Quick Win" ที่ทุกคนต้องจับตา
Stop Food Waste: การจับมือครั้งประวัติศาสตร์ของ 15 ภาคี และห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ (สยามพิวรรธน์, เซ็นทรัล, เดอะมอลล์, ซีคอน) เพื่อลดขยะอาหารในศูนย์การค้า เริ่ม Kick-off ม.ค. 2567 นี้
- ECOLIFE Application: แอปพลิเคชันที่เปลี่ยนการรักษ์โลกให้เป็นเรื่องสนุก สร้างคอมมูนิตี้เยาวชนและประชาชนให้ปรับไลฟ์สไตล์ผ่านแคมเปญ "กินจาน ฐานยั่งยืน"
- MSME Sustainability Report: แพลตฟอร์มรายงานความยั่งยืนที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดเล็กโดยเฉพาะ ช่วยให้ MSMEs ไทยมีแต้มต่อในตลาดโลก
ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ก้าวต่อไปที่ไร้รอยต่อ
สผ. ย้ำชัดว่าก้าวต่อไปจะมุ่งเน้นไปที่ การบูรณาการข้อมูล (Data Integration) เพื่อให้ทุกตัวเลขความสำเร็จวัดผลได้จริง, การขยายเครือข่าย (Expanding Cooperation) ลงสู่ระดับพื้นที่ และ การผลักดันเชิงนโยบาย (Policy Mainstreaming) ให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจมหภาค
"เป้าหมายเหล่านี้ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเดินไปด้วยกันในทิศทางเดียวกัน" ข้อความทิ้งท้ายจาก สผ. ที่พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
ผลงาน "ระยะที่ 1" (2567-2570) ก้าวแรกที่มั่นคงสู่ความยั่งยืน
จากการดำเนินงานในช่วงแรก สผ. เผยว่าประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและพลังงานที่เป็นหัวใจหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การปฏิวัติภาคอุตสาหกรรม: ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่สู่การเป็น "เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-industrial Town)" แล้วถึง 18 พื้นที่ ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำไปได้แล้วกว่า 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเป้าหมายรวม 27 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2580
ชัยชนะด้านสภาพภูมิอากาศ: ภาคพลังงานสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 9.3 ล้านตันคาร์บอนฯ เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม
Circular Economy ในทางปฏิบัติ: ประเทศไทยทำสถิติใหม่ในการจัดการของเสีย โดยสามารถนำขยะจากภาคอุตสาหกรรมกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ได้สูงถึง 87% ขณะที่ขยะชุมชนถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 39%
สผ. ยืนยันในบทบาทของการเป็น "ศูนย์กลางการประสานงาน" (Coordinating Hub) ที่จะคอยสนับสนุนและผลักดันให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะความยั่งยืนไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือโอกาสในการสร้างอนาคตที่มั่นคงสำหรับคนไทยทุกคน





