LSP School เปิด ISP Primary จึงเป็นการนำประสบการณ์จาก International Pathway ระดับมัธยมมาต่อยอดเป็น Learning Journey ที่ไร้รอยต่อ ตอบโจทย์กับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
KEY POINTS
- เลิร์นสาธิตพัฒนาวางตำแหน่งเป็นโรงเรียน "Hybrid" ซึ่งเน้นการสร้างอัตลักษณ์ 3 เสาหลัก ได้แก่ Global Head ,Local Heart และ Practical Hands
- ผู้ปกครองไม่ได้มองเพียงสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษหรือผลการเรียน แต่ต้องการเส้นทางการเรียนรู้ระยะยาวที่พัฒนาทั้งวิธีคิด การสื่อสาร การปรับตัว สุขภาวะทางอารมณ์ และความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยเป้าหมาย
- ISP Primary เปิดรับนักเรียนระดับ ชั้น ป.3 และ ป.5 จำนวนชั้นละ 25 คน ในปี 2570 เพื่อเป็นฐานรากสู่ ISP มัธยม โดยเรียนในหลักสูตรบูรณาการ ผสมผสานมาตรฐานวิชาการของ UK (เน้นพื้นฐานแข็งแกร่ง) เข้ากับทักษะการคิดวิเคราะห์และงานวิจัยแบบ US
ด้วยความเชื่อที่ว่า "เพราะเด็กไม่เหมือนกัน โรงเรียนจึงไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว" โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) ได้เตรียมเปิด International Signature Programme (ISP)ระดับประถม หรือ ISP Primary สำหรับนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.5 ในปีการศึกษา 2570 มุ่งขยาย International Pathway จากระดับมัธยมสู่ระดับประถม และเพิ่มทางเลือกควบคู่กับ Signature Programme (SP) ที่เปิดสอนอยู่เดิม
การเปิด ISP Primary จึงเป็นการนำประสบการณ์จาก International Pathway ระดับมัธยมมาต่อยอดเป็น Learning Journey ที่ไร้รอยต่อ ตอบโจทย์กับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
ในยุคที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยความผันผวน "การศึกษา" ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่คือการลงทุน (Investment) เพื่ออนาคตของลูกที่ผู้ปกครองต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างถถี่ถ้วน ปัญหาใหญ่ที่พ่อแม่ยุคใหม่เผชิญคือความลังเลระหว่างโรงเรียนไทยที่เน้นวิชาการจนเด็ก Burnout ต้องเรียนพิเศษจนค่ำมืด หรือโรงเรียนนานาชาติที่ให้ภาษาและอิสระทางความคิดแต่มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วและอาจทำให้เด็กขาดรากฐานทางวัฒนธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
"EdTech พันล้าน" ช่วยสร้างLifelong Learning ได้อย่างไร?
‘โรงเรียนไทย’ ทยอยตาย ส่วน ‘โรงเรียนนานาชาติ’ เปิดใหม่ทุกปี ค่าเทอมครึ่งล้านก็ยอมจ่าย
“โรงเรียน” ต้องเป็นโซลูชันของครอบครัว
Learn Corporation (บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน))และโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP) ได้เขย่าวงการการศึกษาด้วยการเสนอตัวเป็น "K-12 Solution" ที่สมบูรณ์แบบ โดยการขยายการบริหารจัดการให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม ไปจนถึงมัธยม เพื่อกำจัด "รอยต่อ" และความยุ่งยากในการเปลี่ยนระบบโรงเรียน พร้อมสร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงในราคาที่เข้าถึงได้
“เศรษฐพล ไกรคุณาศัย” ผู้อำนวยการกลุ่มโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของเลิร์นสาธิตพัฒนาเริ่มต้นจากการรวมพลังระหว่าง Learn Corporation ผู้นำด้าน EdTech และ อักษร เอ็ดดูเคชั่น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการโรงเรียนแบบครบวงจรตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยม (K-12) การขยับตัวครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านการบริหาร และการพิสูจน์ความสำเร็จ จากปี 2562 ที่มีนักเรียนมัธยมเพียง 160 คน พุ่งทะยานสู่นักเรียนทั้งหมด 2,000 คนในปัจจุบัน (ผ่านกลยุทธ์ M&A และการเพิ่มจำนวน Organic Growth) ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตในธุรกิจโรงเรียนปัจจุบัน
“ปรัชญาที่มองว่าโรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานศึกษา แต่ต้องเป็น "โซลูชัน" ของครอบครัว โดยเราวางตำแหน่งโรงเรียนให้เป็น School as a Solution เพื่อแก้ Pain Point ของผู้ปกครองยุคใหม่ ทุกบริการที่เคยต้องออกไปหานอกรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการกวดวิชาหรือที่ปรึกษาการเรียนต่อ (Counseling) ตอนนี้อยู่ในโรงเรียนทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนมีเวลาพัฒนาศักยภาพโดยไม่ต้อง Burn out และผู้ปกครองไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน"
เรียนแบบ "Hybrid" สร้างอัตลักษณ์ 3 เสาหลัก
เศรษฐพล กล่าวต่อว่าเลิร์นสาธิตพัฒนาวางตำแหน่งเป็นโรงเรียน "Hybrid" ซึ่งเป็น "Missing Link" ในตลาดการศึกษาไทยที่อยู่ตรงกลางระหว่างโรงเรียนไทยแบบดั้งเดิมและโรงเรียนนานาชาติราคาแพง (Tier A) โดยเน้นการสร้างอัตลักษณ์ 3 เสาหลัก ได้แก่
1.Global Head: พัฒนาสมรรถนะ (Competency) และวิชาการระดับสากล เพื่อให้นักเรียนมีความคิดอ่านทัดเทียมเด็กระดับโลก
2.Local Heart: บ่มเพาะ Mindset และมารยาทแบบไทยที่งดงาม (Culture & Manners) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตลาดงานระดับสากลให้ความสำคัญ
และ 3.Practical Hands: เน้นการลงมือทำจริง (Hands-on) เปลี่ยนความรู้เป็นผลงาน (Portfolio) ที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ
โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนระดับมัธยมในปี 2563 และเริ่มพัฒนา International Pathway ในปี 2566 ทำให้เราเห็นว่า ความพร้อมในการเลือกเส้นทางอนาคตต้องค่อย ๆ สร้างผ่านพื้นฐานและประสบการณ์ที่เหมาะสม การต่อยอด International Pathway สู่ระดับประถมจึงไม่ใช่การเร่งให้เด็กตัดสินใจเร็วขึ้น แต่คือการเริ่มวางรากฐานในช่วงวัยที่เหมาะสม
พ่อแม่ มองหาเส้นทาง เตรียมลูกให้พร้อม
“พ่อแม่มองหาเส้นทางที่มากกว่าภาษา เพื่อเตรียมลูกให้พร้อมรับอนาคตในวันที่เส้นทางการเรียนและการทำงานคาดเดาได้ยากขึ้น ผู้ปกครองไม่ได้มองเพียงสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษหรือผลการเรียน แต่ต้องการเส้นทางการเรียนรู้ระยะยาวที่พัฒนาทั้งวิธีคิด การสื่อสาร การปรับตัว สุขภาวะทางอารมณ์ และความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยเป้าหมาย”เศรษฐพล กล่าว
จากข้อมูลนักเรียนของ LSP School พบว่า ปีการศึกษา 2569 จำนวนนักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากโรงเรียนนานาชาติมีมากกว่าสองเท่าของปีการศึกษา 2568 สะท้อนว่าครอบครัวกำลังมองหาเส้นทางที่ต่อยอดพื้นฐานภาษาอังกฤษและพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ควบคู่กับภาษาไทยและความเข้าใจในสังคมไทย LSP School จึงพัฒนา International Pathway ภายใต้แนวคิด "อินเตอร์ในแบบไทย" ซึ่งผสานการเรียนรู้ในบริบทสากลเข้ากับภาษาไทย คุณค่า และความเข้าใจในสังคมไทย เพื่อให้เด็กพร้อมรับอนาคตโดยยังเชื่อมโยงกับรากฐานของตนเองเชื่อม Learning Journey ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม
การเปิดโปรแกรม International Secure Program (ISP) ในระดับประถมปี 2570 ถือเป็นยุทธศาสตร์การสร้าง "Secure Pathway" ให้กับนักเรียนที่ต้องการมุ่งสู่สายอินเตอร์เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการแก้ Pain Point ของกลุ่มนักเรียนที่ย้ายมาจากโรงเรียน ซึ่งมักเผชิญปัญหาเรื่องทักษะภาษาไทย (การอ่านและตีความ) จนไม่สามารถเข้าสู่หลักสูตร Signature Program (SP) ได้
เปิดรับนักเรียนป.3และป.5 ISP Primary ปี 70
ISP Primary จะเริ่มเปิดรับระดับ ชั้น ป.3 และ ป.5 จำนวนชั้นละ 25 คน ในปี 2570 เพื่อเป็นฐานรากสู่ ISP มัธยม โดยเรียนในหลักสูตรบูรณาการ ผสมผสานมาตรฐานวิชาการของ UK (เน้นพื้นฐานแข็งแกร่ง) ใช้หลักสูตร STEAM, Coding และ AI เข้ากับทักษะการคิดวิเคราะห์และงานวิจัยแบบ US เสริมสร้างสมดุลสมองสองซีก รวมถึงมีกิจกรรมที่เด็กๆ เลือกได้ตามความชอบ ความสนใจ และความถนัดของตนเอง ทั้งดนตรี กีฬา ศิลปะ โดยเน้นเรื่องความสุข และความปลอดภัย อาทิ การเรียนดนตรีผ่านมาตรฐานวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น
LSP School ออกแบบการเรียนรู้ให้ต่อเนื่องตามพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย คือ Kindergarten: เรียนรู้ผ่านแนวทาง HEI Schools ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาปฐมวัยของ ฟินแลนด์ ผสาน Play-based Learning และ Co-Teaching ระหว่างครูไทยกับครูต่างชาติ เพื่อวางรากฐาน ผ่านการเล่น การสำรวจ และการลงมือทำ
Primary: พัฒนาพื้นฐานด้านวิชาการ ภาษา วิธีคิด และ Global Competencies เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้น ,Secondary: เน้น Self-Exploration การค้นหาความสนใจและความถนัด พร้อมระบบแนะแนวและการเตรียมมหาวิทยาลัย
เป้าหมายร่วมกัน ต่างกันบริบทการเรียนรู้
SP และ ISPใช้มาตรฐานการดูแลและมี่เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน แต่แตกต่างกันที่พื้นฐานภาษาอังกฤษของผู้เรียนและบริบทการใช้ภาษาในการเรียนรู้
• Signature Programme (SP) เป็นหลักสูตรหลักของโรงเรียนเสิร์นสาธิตพัฒนาในทุกระดับชั้น สมดุลระหว่างพัฒนาการด้านวิชาการแบบองค์รวมและการค้นหาตัวตน โดยใช้ 2 ภาษาควบคู่ในการเรียนรู้
• International Signature Programme (ISP) เหมาะกับผู้เรียนที่มีมองเป้าหมาย International Pathway ในระดับมัธยมศึกษา และต้องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้รายวิชาต่าง ๆ ใน สัดส่วน 70% ของหลักสูตร ควบคู่กับการพัฒนาภาษาไทยและความเข้าใจในบริบทไทย
“ISP ระดับ Primary วางพื้นฐานวิชาการตามแนวทาง UK Academic Foundation ในด้าน Literacy, Numeracy และ Academic Language พร้อมผสาน US Learning Approaches ในระดับประถมปลาย ผ่านการตั้งคำถาม การอภิปราย การแก้ปัญหา และการทำโครงงาน นอกจากนี้ ยังจัด Global Competencies ไว้ในตารางเรียน 5 คาบต่อ สัปดาห์ ผ่านวิชา Humanities, Library / Reading Club, Financial Literacy และ Well-being รวมถึง Capstone และ Mini Research เพื่อพัฒนาการคิด การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การค้นคว้า และการเข้าใจตัวเองผ่านการลง”เศรษฐพล กล่าว
AI Literacy และสร้างทักษะแห่งอนาคต
เศรษฐพล กล่าวด้วยว่าLSP วางตำแหน่งตนเองเป็นผู้นำด้าน Digital & AI Literacy โดยมองว่า AI คือเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่สมองมนุษย์ โรงเรียนจึงเน้นกระบวนการที่เหมาะสมตามวัย โดยระดับประถม จะเน้นกระบวนการ "ตั้งคำถาม" (Questioning) เพื่อให้เด็กใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นอย่างฉลาดและปลอดภัย ขณะที่ระดับมัธยม จะเน้นการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการ Research และการทำโครงงาน (Sandbox) เพื่อให้นักเรียนปรับตัวเข้ากับโลกการทำงานยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม Teacher Jo จากทีม ISP เน้นย้ำถึงความสำคัญของ Student Wellbeing โดยระบุว่าการใช้เทคโนโลยีที่มากเกินไปอาจทำให้เด็กแยกตัว และลดทอนทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล โรงเรียนจึงใช้ AI ควบคู่กับการทำกิจกรรมกลุ่มและการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนยังคงมีทักษะการสื่อสารที่แข็งแกร่งในบริบทโลกจริง
ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของเลิร์นสาธิตพัฒนาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเด็กสอบติดมหาวิทยาลัย แต่คือการสร้าง Personalized Learning ที่ทำให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายรายบุคคล ซึ่ง 91.29% ของนักเรียนสามารถเข้าศึกษาต่อในคณะอันดับ 1 ในใจ (Dream Faculty) ได้สำเร็จ อีกทั้ง นักเรียนได้รับทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวน (Full Scholarship) จากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง NUS (สิงคโปร์), UBC (แคนาดา) และมหาวิทยาลัยชั้นนำในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง รวมถึง กว่า 80% ของนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่รอบ Portfolio ด้วยผลงานที่สร้างจากวิชาเรียนในโรงเรียน (Practical Hands) โดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันแนะแนวภายนอก
ปั้นเด็กที่พร้อมสู่โลกสากล เรียนอินเตอร์บริบทไทย
ดร.กาญจน์วรินทร์ ผลอนันต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา ฝ่ายประถม กล่าวว่า เด็กที่พร้อมสู่โลกสากลไม่ใช่เพียงเด็กที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่ต้องใช้ภาษาเพื่อเรียนรู้ ตั้งคำถาม รับฟังความแตกต่าง และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ พร้อมเข้าใจบริบทที่ตัวเองเติบโตมา การศึกษาระดับประถมจึงต้องวางรากฐานให้เด็กคิดเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และนำความรู้ไปสร้างคุณค่าให้สังคม
ทั้ง SP และ ISP ใช้แนวทาง Personalised Learning ผ่าน Co-IDP (Individual Development Plan) โดยครูไทยและครูต่างชาติร่วมติดตามพัฒนาการด้านวิชาการ ภาษา Well-being ความสนใจ และศักยภาพเฉพาะบุคคลเพื่อให้โรงเรียนและครอบครัวมองเห็นจุดแข็ง สิ่งที่ควรพัฒนา และโอกาสในการต่อยอดของเด็กแต่ละคน พร้อมนำองค์ความรู้จาก Learning Ecosystem ของ LEARN Corporation ทั้งด้านหลักสูตร เทคโนโลยี การพัฒนาครู และการแนะแนว มาสนับสนุนการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัย
ดร.กาญจน์วรินทร์ กล่าวต่อว่าสำหรับปัจจัยและความต้องการของผู้ปกครองในการเลือกโรงเรียนให้แก่เด็กเล็ก (ระดับอนุบาลและประถมศึกษา) มีความหลากหลาย ซึ่งอาจจะมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ระยะทางและความสะดวกในการเดินทาง (ใกล้บ้าน) สำหรับเด็กเล็ก เรื่องระยะทางมีความสำคัญมาก หากเด็กเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็น โรงเรียนจะสามารถแจ้งผู้ปกครองให้เดินทางมารับเด็กได้ทันทีและสะดวก
2.ความสมดุลระหว่างวิชาการและความสุขในการเรียนรู้: ผู้ปกครองมีความต้องการเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่เน้นความเข้มแข็งทางวิชาการ (เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา) และกลุ่มที่อยากให้เด็กได้ทำกิจกรรม เติบโตอย่างมีความสุข และพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งโรงเรียนจำเป็นต้องรับฟังและจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับผู้ปกครองทั้งสองกลุ่ม
และ 3.ทางเลือกกิจกรรมและวิชาเรียนตามความสนใจของเด็ก: ผู้ปกครองมองหาโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาและเรียนรู้ตามความถนัด เช่น กีฬา (ฟุตบอล, บาสเกตบอล), ศิลปะ (Painting, Digital Art) และดนตรี (ดนตรีไทย, ดนตรีสากล) รวมถึงกิจกรรมเสริมหลักสูตรหลังเลิกเรียน
นอกจากนี้ ผอ.เศรษฐพล ได้กล่าวเสริมถึงปัจจัยในภาพรวมการตัดสินใจของผู้ปกครอง (เชิงการลงทุนทางการศึกษา) เพิ่มเติมด้วยว่า มีปัจจัยเรื่อง คอนเซปต์ของโรงเรียนที่ตรงกับความคาดหวัง (เช่น มีการเรียนการสอนยาวต่อเนื่องตั้งแต่ K-12 อยู่ที่เดียวจนจบ), ระดับราคาค่าเรียนที่เข้าถึงได้และคุ้มค่า รวมถึง การเดินทาง เช่นกัน
เรียนให้รู้ ใช้ให้เป็น ไม่ต้องไปยึดติดกับ AI 100%
“ภคสิรี ศุภเมธีสิริ” รองผู้อำนวยการหลักสูตร ISP กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าโรงเรียนเหมือนบ้านหลังที่สอง ซึ่งสิ่งที่ทำให้ ISP โดดเด่นกว่าโรงเรียนสองภาษา คือการ Synergy ภายใต้เครือ LEARN Corporation ที่มองไกลไปถึง "Future-proof Career" หรืออาชีพที่ AI ไม่สามารถแทนที่ได้ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น มีการทำงานร่วมกับ EdSmith และทีม Career and College Counseling (CCC) เพื่อวางแผนการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำและเลือกคณะที่จะยังมีงานรองรับในอนาคต อีกทั้ง ทีมผู้บริหารได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์การใช้ AI และหุ่นยนต์ในห้องเรียน ก่อนนำมาปรับใช้ให้เข้ากับ Ecosystem ของไทยอย่างเหมาะสม
“โรงเรียนต้องมีการให้เด็กได้เรียนรู้ร่วมกับ AI เพื่อเรียนให้รู้ ใช้ให้เป็น แต่ไม่ต้องไปยึดติดกับ AI 100% โดยโรงเรียนต้องมีความพร้อมด้าน Boarding School (หอพัก) เพื่อรองรับนักเรียนแลกเปลี่ยน (เช่น Partner School จากญี่ปุ่น) และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (Cultural Exchange) ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เด็กกว้างไกลกว่าตำราเรียน"
ปลอดภัย คุ้มค่า และคุณภาพชีวิตเด็ก
ภคสิรี ได้ฝาก Checklist สำคัญสำหรับผู้ปกครองยุคใหม่ที่กำลังเผชิญกับตัวเลือกโรงเรียนที่ล้นตลาด โดยดูจากการเดินทาง: เวลาบนถนนคือพลังงานที่สูญเสียไปของเด็กเล็ก ควรเลือกโรงเรียนที่เดินทางสะดวก
Safety Protocol ที่จับต้องได้: ต้องมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (Criminal Record Check) และวีซ่าของครูต่างชาติตามมาตรฐานกระทรวงอย่างเคร่งครัด เพื่อความอุ่นใจสูงสุด
“อยากให้ไปสัมผัสบรรยากาศจริง อย่าเชื่อแค่โบชัวร์ แต่ต้องไปเห็น Facility และ "Vibe" ของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนด้วยตัวเอง และโรงเรียนคือการลงทุนระยะยาว ต้องวางแผนเผื่อไว้อย่างน้อย 6 ปีขึ้นไป (6 years+)" เพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพของบุตรหลาน”
อย่างไรก็ตาม การขยายหลักสูตร ISP สู่ระดับประถมศึกษาในปี 2570 ไม่ใช่เพียงก้าวทางการธุรกิจ แต่คือพันธกิจในการ "ลดช่องว่างการเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูง" ของประเทศไทย คุณภคสิรีตั้งใจให้ที่นี่เป็นพื้นที่สร้าง "มนุษย์ที่สมบูรณ์" พร้อมทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ที่หุ่นยนต์เลียนแบบไม่ได้ เพื่อให้อนาคตของเด็กไทยสดใสและมั่นคงในโลกยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึง ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับข้อมูลหลักสูตร นัดหมายเยี่ยมชมโรงเรียน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://lsp.ac.th/contact-us





