มทส. จับมือ มูลนิธิ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร สานต่อ MOU ระยะที่ 2 มุ่งพัฒนาระบบนิเวศสมุนไพรครบวงจร ดันสมุนไพรไทยยกระดับสู่สากล
KEY POINTS
- มทส. และมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ลงนามความร่วมมือทางวิชาการระยะที่ 2 เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ระดับสากล
- ความร่วมมือมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนาสมุนไพร การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน
- มีเป้าหมายในการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้อภัยภูเบศร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านสมุนไพรไทย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ร่วมกับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ สานต่อความร่วมมือทางวิชาการระยะที่สอง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพร ตลอดจนการถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่ชุมชน
เป้าหมายสู่ “ศูนย์เรียนรู้อภัยภูเบศร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” ให้เป็นกลไกสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน ยกระดับระบบนิเวศด้านสมุนไพรไทยสู่ความมั่นคงทางสุขภาพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ อาคารนวัตกรรม เปรม ชินวันทนานนท์ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ( MOU) ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถพล มณีแดง รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิสาหกิจ มทส. กับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปภัมภ์ฯ โดย แพทย์หญิง วลีรัตน์ ไกรโกศล ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ
พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.หนึ่ง เตียอำรุง หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มทส. และ เภสัชกรหญิง ดร.ผกากรอง ขวัญข้าว เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
รองศาสตราจารย์ ดร.อรรถพล มณีแดง กล่าวว่า “จากความร่วมมือในระยะแรกระหว่าง ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มทส. กับ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีกัญชาและกัญชงคุณภาพ ที่ส่งผลต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และเชิงพาณิชย์
ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายสมุนไพรไทย ไม่ว่าจะเป็น “สวนสมุนไพร อภัยภูเบศร - มทส.” ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพ มาตรฐานระดับ Medical Grade
หรือการพัฒนาต่อยอดสู่ SUT Wellness Academy ศูนย์สุขภาพเพื่อการป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพแบบครบวงจร ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งเป็นต้นแบบสถานดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
สิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความสำเร็จของทั้งสององค์กร ในการร่วมวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่นำไปสู่ต้นแบบได้จริง
จนกลายเป็นเป็นศูนย์กลางด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยเชิงวิจัยและนวัตกรรม พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างแท้จริง
สำหรับความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองสถาบันในระยะที่สอง ซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นเป็นเวลา 5 ปี นับจากนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพร
ตลอดจนการถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่ชุมชน รวมถึงการพัฒนาสู่ “ศูนย์เรียนรู้อภัยภูเบศร ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี”
จะเป็นกลไกสำคัญในการร่วมขับเคลื่อน ยกระดับระบบนิเวศด้านสมุนไพรไทยสู่ความมั่นคงทางสุขภาพ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน”
ศาสตราจารย์ ดร.หนึ่ง เตียอำรุง เปิดเผยว่า จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อวิจัยและพัฒนาพืชกัญชาและกัญชง ซึ่งเป็นพืชที่มีศักยภาพและเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการเกษตร เข้ามาสนับสนุน
ขณะที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรมีองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน
หนึ่งในงานที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือ การวิจัยและพัฒนามะระขี้นก เพื่อการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพและการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราเห็นตรงกันว่า การพัฒนาสมุนไพรจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
การเพิ่มความยั่งยืนผ่านการอนุรักษ์พันธุ์ และการจำหน่ายพันธุ์มะระขี้นกโดยชุมชน
ดังนั้น ความร่วมมือระยะต่อไป มุ่งหวังขยายความร่วมมือไปสู่สมุนไพรที่มีศักยภาพของประเทศ การพัฒนาวัตถุดิบให้ได้มาตรฐาน การวิจัยสารสำคัญและประสิทธิภาพ การพัฒนากระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงทั้งในด้านสุขภาพและการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มและการต่อยอดเชิงพาณิชย์
แพทย์หญิงวลีรัตน์ ไกรโกศล กล่าวเสริมว่า “จากความร่วมมือในระยะแรก นำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านด้านเทคโนโลยีกัญชาและกัญชง การวิจัย การผลิต การใช้ประโยชน์ และการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องแก่สังคม
ทำให้เห็นถึงศักยภาพการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ที่สามารถผสานกับองค์ความรู้ด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และประสบการณ์ของมูลนิธิฯ ได้อย่างลงตัว
ความร่วมมือต่อจากนี้จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาไปสู่การสร้างระบบความร่วมมือที่มีความต่อเนื่องและครบวงจรมากยิ่งขึ้นใน 4 ประการคือ
ประการแรก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากร โดยมูลนิธิฯ จะส่งบุคลากรเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และร่วมดำเนินงานวิจัยกับมหาวิทยาลัย
ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับ SUT Wellness Academy ในด้านการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้นการแพทย์แผนไทย นำไปสู่การสร้างเครือข่ายบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งในมิติของวิชาการ การวิจัย และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริง
ประการที่สอง การส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพร ตั้งแต่วัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ การศึกษาสารสำคัญ การแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ประการที่สาม การถ่ายทอดและเผยแพร่องค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่ชุมชนและเกษตรกร โดยจะร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและเกษตรกร ตั้งแต่ การอนุรักษ์พันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การใช้ประโยชน์ และการเพิ่มมูลค่า เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าของสมุนไพรและสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน
ประการที่สี่ การพัฒนาสู่ “ศูนย์เรียนรู้อภัยภูเบศร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี” เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา วิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ สู่ขุมชน และส่งต่อคุณค่าให้แก่คนรุ่นต่อไป
ท้ายที่สุดเพื่อการยกระดับสู่ระบบนิเวศด้านสมุนไพรไทยที่สร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร ต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ”





