วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘สวีเดน’ เปลี่ยนนโยบายการศึกษา กลับมาใช้หนังสือแทนหน้าจอ หลังเด็กอ่านจับใจความไม่ได้

‘สวีเดน’ เปลี่ยนนโยบายการศึกษา กลับมาใช้หนังสือแทนหน้าจอ หลังเด็กอ่านจับใจความไม่ได้

รัฐบาลสวีเดนออกนโยบาย “จากหน้าจอสู่แฟ้ม” (från skärm till pärm) เปลี่ยนแปลงการศึกษาครั้งสำคัญ ด้วยการกลับมาใช้หนังสือ กระดาษ และปากกาในห้องเรียน แทนที่แท็บเล็ตและหน้าจอ หลังจากอัตราการอ่านออกเขียนในหมู่เยาวชนลดลง โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ สำหรับจัดซื้อหนังสือเรียนทุกวิชาให้แก่นักเรียนทุกคน เพราะเชื่อว่าหนังสือจริงจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 และต้นทศวรรษที่ 2010 แล็ปท็อปกลายเป็นเครื่องมือหลักในห้องเรียนของสวีเดน และภายในปี 2015 นักเรียนในโรงเรียนของรัฐเกือบ 80% มีอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัว แม้แต่ในระดับปฐมวัย หลังจากนั้นในปี 2019  การใช้แท็บเล็ตยังถูกระบุให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรภาคบังคับ เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การนำของรัฐบาลผสมฝ่ายขวาชุดปัจจุบันซึ่งขึ้นมามีอำนาจในปี 2022 ทิศทางการเรียนสอนได้เปลี่ยนไป โดยพยายามลดการใช้หน้าจอในห้องเรียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นโยบายใหม่นี้ กำหนดให้โรงเรียนเตรียมอนุบาลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลอีกต่อไปตั้งแต่ปี 2025 และห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีใช้แท็บเล็ตโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ สวีเดนกำลังจะเริ่มใช้มาตรการสั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน แม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาก็ตาม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสมาธิของนักเรียน

โจอา ฟอร์เซลล์ โฆษกจากพรรคพรรคเสรีนิยม ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ยืนยันถึงแนวทางนี้ว่า “การอ่านหนังสือเป็นเล่ม การเขียนบนกระดาษจริง และการคำนวณตัวเลขจริงบนกระดาษนั้นดีกว่ามาก หากคุณต้องการให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้อย่างแท้จริง” พร้อมย้ำว่าไม่ควรให้เด็กเล็กใช้หน้าจอเลย แต่อาจอนุญาตให้ใช้ได้บ้างเมื่อนักเรียนมีอายุมากขึ้น

ความกังวลด้านพัฒนาการทางสมอง

การเปลี่ยนแปลงแนวทางนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุ แต่เป็นผลมาจากการปรึกษาหารือกับนักวิจัย สมาคมวิชาชีพครู และหน่วยงานของรัฐในปี 2023 ซึ่งต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยี การศึกษาหลายชิ้นระบุว่า การอ่านผ่านหน้าจอที่มีแสงย้อนจากด้านหลังต้องใช้พละกำลังในการรับรู้มากกว่าการอ่านจากกระดาษ และส่งผลให้ความเข้าใจในการอ่านลดลง

ดร.ซิสเซลา นัทลีย์ นักประสาทวิทยาจากสถาบันคาโรลินสกา เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเตือนว่าเทคโนโลยีกำลังทำให้การศึกษาของเด็กแย่ลง เธอชี้ให้เห็นว่านักเรียนมักเสียสมาธิได้ง่ายจากการแอบดูสิ่งที่เพื่อนคนอื่นทำบนหน้าจอ และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมองของนักเรียนรุ่นเยาว์

ข้อมูลจากการวิจัยระดับนานาชาติยังชี้ให้เห็นว่า การอ่านข้อความผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลทำให้เด็กประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น และมีผลต่อความจำระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบปัญหาที่เด็กนักเรียนว่อกแว่กจากบทเรียน ไปดูวิดีโอ เล่นเกม หรือใช้โซเชียลมีเดียผ่านอุปกรณ์ที่ได้รับจากโรงเรียน

รัฐบาลหวังว่า การหันกลับมาใช้วิธีการสอนแบบดั้งเดิมจะช่วยให้อันดับของสวีเดนในการทดสอบ PISA ดีขึ้น ซึ่งเป็นการประเมินผลการเรียนที่จัดทำโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หลังจากที่คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านลดลงอย่างมากในปี 2022 โดย 25% ของนักเรียนอายุ 15-16 ปีไม่มีทักษะการอ่านจับใจความในระดับพื้นฐาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม 

ถึงคะแนนจะลดต่ำลง แต่รายงานล่าสุดจาก OECD ระบุว่า เครื่องมือดิจิทัลยังส่งผลดีต่อนักเรียนสวีเดนอยู่ แม้จะทำให้นักเสียสมาธิในห้องเรียนก็ตาม เห็นได้จากคะแนนคณิตศาสตร์ในกลุ่มที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลลดลง แต่ก็ยังสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือดิจิทัลเลย

แอนเดรียส ชไลเคอร์ ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ OECD ให้ความเห็นว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างสุดโต่งในสวีเดนก่อนหน้านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อคะแนนสอบ 

“มันเป็นการโยนอุปกรณ์และเทคโนโลยีจำนวนมากลงในห้องเรียน โดยไม่มีจุดประสงค์ทางการสอนที่ชัดเจน และไม่มีเป้าหมายที่แน่วแน่” ชไลเคอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับนโยบายนี้ เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงในแวดวงธุรกิจและนักวิชาการบางกลุ่ม โดยสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของสวีเดนออกมาเตือนว่า การศึกษาแบบแอนะล็อกอาจทำให้นักเรียนขาดความพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต เนื่องจากรายงานจากสหภาพยุโรประบุว่า 90% ของอาชีพในอนาคตอันใกล้จะต้องใช้ทักษะทางดิจิทัล

แจนนี เจพเพเซน ซีอีโอของสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของสวีเดน แสดงความกังวลว่าแนวคิดนี้อาจทำลายภาพลักษณ์ของสวีเดนในฐานะ “โรงงานผลิตยูนิคอร์น” ด้านเทคโนโลยีของยุโรป เธอกล่าวว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ เช่น Spotify อาจย้ายฐานการผลิตไปยังที่อื่น หากไม่สามารถหาพนักงานที่มีความสามารถด้านไอทีในสวีเดนได้

นอกจากนี้ ยังมีการถกเถียงเรื่องบทบาทของเอไอ โดยรัฐบาลต้องการให้ระดับมัธยมศึกษาเริ่มสอนเกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของเอไอ แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าควรเริ่มสอนตั้งแต่เด็กเล็ก หากไม่ทำเช่นนั้น จะเกิด “ช่องว่างทางดิจิทัล” ระหว่างเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะซึ่งพ่อแม่สามารถสอนเรื่องเอไอให้ที่บ้านได้ กับเด็กที่ขาดโอกาส

ศ. ลินเนีย สเตนลีเดน จากมหาวิทยาลัยลิงเคอปิง เตือนว่าการลดบทบาทดิจิทัลอาจยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ แต่ทางด้านฟอร์เซลล์ยืนยันว่าเด็ก ๆ ควรมีทักษะพื้นฐานอื่น ๆ ให้เชี่ยวชาญเสียก่อนที่จะไปเรียนรู้เรื่องเอไอ และการให้การศึกษาที่เหมาะสมแบบดั้งเดิมคือวิธีเดียวที่จะช่วยสร้างโอกาสที่เท่าเทียมได้

แม้แต่นักเรียนในสวีเดนเองก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน อเล็กซิโอส วัย 18 ปี เห็นด้วยกับการจำกัดการใช้หน้าจอในน้อง ๆ รุ่นหลังเพราะสังเกตเห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มเสียสมาธิง่ายขึ้น ในขณะที่จัสมิน วัย 19 ปี กลับมองว่าควรเน้นการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น เพราะในความเป็นจริงโลกทั้งใบกำลังใช้คอมพิวเตอร์ในการขับเคลื่อน


ที่มา: BBCBaltic News NetworkFutura