โมเดล BMW-UNICEF แก้โจทย์การศึกษาไทย 'ทางรอดท่ามกลางวิกฤติความเหลื่อมล้ำ'

โมเดล BMW-UNICEF แก้โจทย์การศึกษาไทย 'ทางรอดท่ามกลางวิกฤติความเหลื่อมล้ำ'

วิกฤติการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของ "งบประมาณ" แต่หัวใจสำคัญคือ "ช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับโลกความจริง"

KEY

POINTS

  • บีเอ็มดับเบิลยูร่วมมือกับยูนิเซฟแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยผ่าน 2 โครงการหลัก คือ โครงการ BRIDGE สำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง และ Service Apprentice Program สำหรับนักศึกษาอาชีวะ
  • โครงการ BRIDGE มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ โดยเปลี่ยนการเรียนรู้ STEM ให้เป็นการลงมือทำจริง และดึงเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษากลับมาพัฒนาทักษะอาชีพ
  • โครงการ Service Apprentice Program ยกระดับการศึกษาอาชีวะสู่มาตรฐานเยอรมัน สร้างช่างเทคนิคฝีมือสูง โดยเฉพาะช่างไฟฟ้าแรงดันสูงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

วิกฤติการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของ "งบประมาณ" แต่หัวใจสำคัญคือ "ช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับโลกความจริง" ข้อมูลจาก UNICEF ชี้ชัดว่านักเรียนไทยในระดับมัธยมต้นมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากลในทุกด้าน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่แรงงานฝีมือในตลาดยังคงติดกับดักทักษะแบบเดิม

เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่าการขยับตัวของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผ่าน 2 โครงการหลัก คือ BMW Service Apprentice Programme และโครงการ BRIDGE ร่วมกับ UNICEF จึงไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ตามวาระ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรากฐานจนถึงระดับอาชีพขั้นสูง

1. โครงการ BRIDGE: อุดรอยรั่ว "ต้นน้ำ" และการคืนชีวิตให้เยาวชนเป้าหมาย

ในขณะที่เด็กในเมืองใหญ่เข้าถึงเทคโนโลยี แต่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มเปราะบางกำลังถูกทอดทิ้ง โครงการ "BRIDGE. Educating Young People for Tomorrow Today" ที่เปิดตัวในปี 2024 คือคำตอบของ BMW และ UNICEF ในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นห้องทดลอง: ในพื้นที่อย่างอ่างศิลา จ.ชลบุรี หรือ จ.อุดรธานี โครงการนี้เข้าไปเปลี่ยนวิชา STEM ที่น่าเบื่อให้กลายเป็นประสบการณ์ตรง เช่น การเรียนรู้ทิศทางแสงอาทิตย์หรือจุดเยือกแข็งผ่านการทดลองจริง เพื่อสร้าง "ตรรกะและการคิดวิเคราะห์" ซึ่งเป็นทักษะที่ AI ยังเลียนแบบได้ยาก

 

แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้วยเครือข่ายท้องถิ่น: ภายใต้อัตราส่วนครู 1 คนต่อนักเรียน 50 คน ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ โครงการนี้ได้ดึง "มหาวิทยาลัยในพื้นที่" (เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา) เข้ามาเป็นพันธมิตร นำนักศึกษาฝึกหัดมาเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มย่อย ช่วยให้เด็กได้รับความสนใจอย่างทั่วถึง

การดึงเด็ก "หลุดระบบ" กลับเข้าสู่สังคม: จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการเข้าไปถึงกลุ่มเยาวชนที่เคยหลุดออกจากระบบโรงเรียนเพราะปัญหายาเสพติดหรือความยากจน โดยให้โอกาสฝึกทักษะอาชีพและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ เช่น เด็กที่เคยไร้จุดหมายเริ่มมีความฝันจะเป็นทนายความหรือวิศวกรผ่านการสัมผัสโลกการทำงานจริงในโรงงาน

2. Service Apprentice Program ยกระดับอาชีวะไทยสู่มาตรฐานเยอรมัน

หากโครงการ BRIDGE คือการวางรากฐาน โครงการ BMW Service Apprentice Program ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2012 คือการสร้าง "ยอดปิรามิด" ของช่างเทคนิคยานยนต์

ทวิภาคี (Dual Vocational) ที่แท้จริง: ด้วยความร่วมมือกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย (GTCC) และสถาบันอาชีวศึกษาชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก นักศึกษาจะไม่ได้แค่เรียนในห้อง แต่จะใช้เวลาครึ่งหนึ่งฝึกงานกับช่างระดับมืออาชีพที่ศูนย์บริการ เพื่อรับใบรับรองมาตรฐานระดับสากลที่เทียบเท่าการเรียนในเยอรมนี

High-Voltage Generation: เพื่อตอบรับนโยบาย EV 3.5 และการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า BMW ได้ปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะ "ช่างเทคนิคไฟฟ้าแรงดันสูง" ซึ่งต้องใช้ความรู้ผสมผสานระหว่างเครื่องกลและระบบดิจิทัลขั้นสูง กลายเป็นบุคลากรกลุ่ม Rare Item ที่ตลาดต้องการตัวมากที่สุด

อัตราการจ้างงาน 76% (The Proof of Success): ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ทำเพื่อปริมาณ แต่ทำเพื่อคุณภาพที่ "ใช้ได้จริง" ผู้จำหน่าย (Dealers) ทั่วประเทศยินดีจ้างงานต่อทันทีเพราะเป็นบุคลากรที่ถูกบ่มเพาะมาให้มี DNA ของแบรนด์และทักษะที่พร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก

ก้าวข้ามข้อจำกัดด้าน "ทรัพยากร" สู่ "โอกาสที่เท่าเทียม"

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายหลักของการศึกษาทั่วโลกคือ "ความเหลื่อมล้ำทางเงินทุนและบุคคล" การแก้ปัญหาของ BMW จึงไม่ได้เน้นที่การสร้างอาคาร แต่เน้นการ "เติมทรัพยากรคนเข้าไปในระบบ" การที่โครงการได้รับทุนสนับสนุนจากงบ CSR ส่วนกลางจากมิวนิก ผสมผสานกับการระดมทุนในท้องถิ่นผ่านกิจกรรมอย่าง BMW Golf Cup เพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรทรัพยากรแบบ 360 องศา ทั้งการสร้างทักษะอาชีพและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

โมเดลการศึกษาของ BMW ในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า เมื่อภาคธุรกิจไม่ได้มองเยาวชนเป็นเพียง "แรงงาน" แต่เป็น "ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความยั่งยืน" การลงทุนในการศึกษาจะกลายเป็นผลกำไรในรูปของทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะย้อนกลับมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวผ่านยุคแห่งความผันผวนได้อย่างมั่นคง

โมเดล BMW-UNICEF แก้โจทย์การศึกษาไทย 'ทางรอดท่ามกลางวิกฤติความเหลื่อมล้ำ' โมเดล BMW-UNICEF แก้โจทย์การศึกษาไทย 'ทางรอดท่ามกลางวิกฤติความเหลื่อมล้ำ'