วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘จีน’ เลี้ยง ‘สัตว์น้ำ’ กลางทะเลทราย สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น เสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

“จีน” เพาะเลี้ยง “สัตว์น้ำ” ทั้งปลาแซลมอนและกุ้งเครย์ฟิช ในพื้นที่ทะเลทรายทากลามากัน เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ดินเค็มด่าง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศ

KEY POINTS

  • จีนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนพื้นที่ทะเลทรายในเขตซินเจียงที่แห้งแล้งและห่างไกลจากทะเล ให้กลายเป็นฐานการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งใหม่ของประเทศ
  • โครงการดังกล่าวช่วยสร้างอาชีพและรายได้มหาศาลให้แก่คนในท้องถิ่น ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทห่างไกล
  • การทำประมงในซินเจียงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร รองรับประชากรจำนวนมาก และย้ายฐานการผลิตจากพื้นที่ชายฝั่งที่ปนเปื้อน

“เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์” ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่ห่างไกลจากทะเลมากที่สุดในโลกและมีสภาพอากาศแห้งแล้งจัด มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียงประมาณ 15 เซนติเมตรต่อปี จนได้ฉายาว่า “ทะเลแห่งความตาย” ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้ ให้กลายเป็นฐานการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญแห่งใหม่ของประเทศ

 

ทดลองเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช

ซาง หยุนตง รองนายกเทศมนตรีของอ.แมกิต เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการเลี้ยง “กุ้งเครย์ฟิชออสเตรเลีย” เพื่อต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น จากการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดทำให้ พบพื้นที่ชุ่มน้ำริมแม่น้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ เขาจึงได้ร่วมมือกับบริษัทประมงและผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยโพลีเทคนิคริเชา ในการวางแผนสร้างบ่อเลี้ยงกุ้ง 

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ทะเลทรายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดินที่นี่มีปัญหาทั้งในด้าน ความเค็ม (มีเกลือที่ละลายน้ำได้สูง เช่น โซเดียมคลอไรด์) และ ความเป็นด่าง (มีค่า pH สูง มักจะมากกว่า 8.5 หรือมีปริมาณโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้สูง) ซึ่งทำให้น้ำรั่วซึม ทีมงานจึงต้องนำแผ่นเมมเบรนที่ใช้ในนาเกลือ มาปูในบริเวณที่ทำฟาร์ม เพื่อป้องกันน้ำซึมลงผืนทรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังตั้งสำนักงานในกระท่อมเล็ก ๆ ข้างบ่อเพื่อเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ และสุขภาพของกุ้งอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ ต.ตาปาเกอ ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำยาร์คันต์ ในการทำประมง หวัง ยุนเฟิง ผู้ดูแลสหกรณ์การเลี้ยงสัตว์น้ำ ร่วมมือกับ มูบาเรก อาบูลายตี นักวิชาการประมง ได้นำกุ้งเครย์ฟิชออสเตรเลียมาเลี้ยงร่วมกับปลา โดยใช้ผลผลิตทางการเกษตรท้องถิ่น เช่น ข้าวสาลีและถั่ว มาแปรรูปเป็นอาหารกุ้งและปลา

‘จีน’ เลี้ยง ‘สัตว์น้ำ’ กลางทะเลทราย สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น เสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลายเป็นอาชีพที่พบได้ทั่วไปในเขตคัชการ์ โดยปัจจุบันมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำรวมกว่า 10,831 ไร่ มีผลผลิตสัตว์น้ำรวมสูงถึง 13,600 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 31 ล้านดอลลาร์ ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทอันห่างไกลแห่งนี้ได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำในซินเจียงเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ประเทศจีนมีประชากรสูงถึง 1,400 ล้านคนแต่มีพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งน้ำจืดจำกัด รัฐบาลจึงกำหนดไว้ในแผนพัฒนา 5 ปี ให้เร่งปรับปรุงและใช้ประโยชน์จากที่ดินเค็มด่างทางตะวันตก โดยพื้นที่เค็มด่างของจีนถึง 33% ตั้งอยู่ในภูมิภาคซินเจียงแห่งนี้

นอกจากนี้ จีนยังเกิดปัญหาการปนเปื้อนในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของจีน ในอดีต ฟาร์มชายฝั่งสร้างน้ำเสียรวมเกือบ 302,900 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งมีทั้งอุจจาระ ยาปฏิชีวนะ และสารเคมี จนเกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งและระบบนิเวศเสื่อมโทรม รัฐบาลจีนจึงสั่งย้ายกรงเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งกว่า 300,000 แห่งเข้ามาสู่พื้นที่แผ่นดินใหญ่และตะวันตกในปี 2016

จาง เจียซ่ง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการประมงทะเลจีนใต้ ให้ความเห็นผ่านสื่อรัฐบาลว่า การทำประมงในน้ำเค็มด่างช่วยให้แร่ธาตุและความเค็มในดินถูกดูดซับด้วยระบบชีวภาพ ทำให้ดินค่อย ๆ ปรับสภาพจนนำไปใช้ทำการเกษตรหรือปศุสัตว์ได้ในอนาคต และเมื่ออุตสาหกรรมนี้เติบโตเพียงพอ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากซินเจียงจะสามารถส่งออกไปยังประเทศในเอเชียกลางผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ยุโรปได้อีกด้วย

‘จีน’ เลี้ยง ‘สัตว์น้ำ’ กลางทะเลทราย สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น เสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

นอกจากกุ้งเครย์ฟิชออสเตรเลียแล้ว ซินเจียงยังกลายเป็นศูนย์กลางการเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลากะพง ปลาคาร์ป กุ้งขาว และปู ปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำกระจายอยู่ทั่วซินเจียงมากกว่า 1,000 แห่ง โดยมีปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำรวมกันมากกว่า 200,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 290 ล้านดอลลาร์

บริษัท Xinjiang Tianyun Organic Agriculture Co. มีฟาร์มเลี้ยงปลา โรงแปรรูป และห้องเย็นครบวงจร สร้างยอดขายสัตว์น้ำได้ราว 30 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยผลิตปลาแซลมอนและปลาเทราต์ได้มากกว่า 6,000 ตันต่อปี 

เพื่อให้ชาวบ้านเข้าร่วมอุตสาหกรรมประมง รัฐบาลจีนและบริษัทจึงใช้ระบบปันผลกำไรมาใช้ โดยมีการแจกเงินปันผลถึงหมู่บ้านละ 25,000 ดอลลาร์ หรือราว 200 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรยังมอบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจำนวน 1,500 ดอลลาร์ ให้ชาวบ้านนำไปซื้อหุ้นในฟาร์มเลี้ยงปลาอีกด้วย

โครงการนี้ช่วยเปลี่ยนชีวิตชาวบ้านท้องถิ่น เช่น อาลาเล่อไป๋ (Alalebai) อดีตคนเลี้ยงแกะที่เคยมีชีวิตยากลำบาก เขาเข้าทำงานในฟาร์มเลี้ยงปลาของ Tianyun จนกระทั่งปี 2023 เขามีรายได้สูงถึง 6,700 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งมากกว่ารายได้เดิมถึง 4 เท่า พร้อมทั้งได้รับมอบอพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัยที่ทันสมัยจากบริษัท

ทั้งนี้ การทำฟาร์มปลาในทะเลทรายตากลามากันไม่เหมือนกับการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชของประชาชน โดยจะขุดเจาะน้ำบาดาลเค็มด่างใต้ดิน แล้วนำมาปรับค่าเคมีให้เหมือนน้ำทะเล เช่นที่ฟาร์มฉีฉีเซียน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 7.5 ไร่ ตั้งอยู่กลางสันทราย ฟาร์มแห่งนี้ใช้ระบบหมุนเวียนน้ำและหม้อกรองในเรือนกระจก ที่มีถังเลี้ยงปลา 68 ถัง เพื่อเลี้ยงปลากะพง ปลากระบอก และหอยมุก

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพื้นที่ทำฟาร์มผ่านโครงการ “กุ้งตะวันออกเคลื่อนสู่ตะวันตก” และโครงการความช่วยเหลือซินเจียง ตัวอย่างเช่น ฟาร์มอิลี เยว่หราน ในซินเจียงตะวันตก ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 150 ไร่ ได้รับคำแนะนำและเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญมณฑลชายฝั่ง เพื่อพัฒนาการเลี้ยงกุ้งและปลาคาร์ปอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม โครงการประมงซินเจียงต้องเผชิญกับข้อถกเถียงอย่างหนัก เช่น ประเด็นการติดฉลากสินค้าว่าเป็นปลาแซลมอน ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมันคือ “ปลาเรนโบว์เทราต์” ที่มีราคาถูกกว่าครึ่ง ทั้งนี้ดร.จง ไค ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหารของจีนให้ความเห็นว่า “ไม่แนะนำให้รับประทานปลาเทราต์ดิบ เนื่องจากมีความเสี่ยงจากพยาธิในปลาน้ำจืด”

นอกจากเรื่องสายพันธุ์ปลาแล้ว อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายเรื่องสารเคมีและยาสัตว์ตกค้าง การตรวจสอบของกระทรวงเกษตรจีนพบ “สารไดอาซีแพม” (Diazepam) ที่ใช้สงบปลาขณะขนส่งตกค้างในผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (FDA) ได้ออกเตือนภัยหลังพบสารมาลาไคต์กรีน (Malachite Green) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตกค้างในสินค้าสัตว์น้ำนำเข้าจากจีน อีกทั้งจีนยังขาดแคลนอาหารปลาด้วย โดยปัจจุบันจีนต้องนำเข้าปลาหมักมากกว่า 40% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก

นอกจากนี้ สหรัฐยังห้ามนำเข้าสินค้าทั้งหมดจากซินเจียง เนื่องจากความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้แรงงานทาสชาวอุยกูร์ ทำให้บริษัท Tianyun ถูกเพิ่มชื่อเข้าในบัญชีดำ ของกฎหมายป้องกันการใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ (UFLPA) ในปี 2026

ทางด้านบริษัท Tianyun กล่าวว่า ข้อกล่าวว่าดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยยืนยันว่าบริษัทระบุเพิ่มเติมว่าปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด จ่ายค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ และดูแลความปลอดภัยของพนักงานทุกคน และกฎหมาย UFLPA เป็นมาตรการทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรม 

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์และผู้สื่อข่าวต่างชาติมาชมฟาร์มสัตว์น้ำในซินเจียง เช่น แจ็ค อินฟลูเอนเซอร์ชาวอเมริกันที่ถ่ายทำวิดีโอชมฟาร์มข้างทะเลทรายพร้อมระบุว่าเป็น “อภินิหารทางเทคโนโลยี” และ เมลิสซา นักศึกษาชาวรัสเซียที่ลองทำหน้าที่เป็นพนักงานฟาร์มแซลมอน 1 วัน เพื่อเผยแพร่ภาพปลาในทะเลทรายสู่สายตาชาวโลก

โครงการเลี้ยงสัตว์น้ำในซินเจียง แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความแห้งแล้ง สร้าง “ปาฏิหาริย์สีน้ำเงิน” บนแผ่นดินแห้งแล้งแห่งนี้ ทว่าคำถามสำคัญเรื่องความยั่งยืนทางนิเวศวิทยา สารตกค้าง การพึ่งพาอาหารสัตว์ และมิติทางจริยธรรมของแรงงาน จะยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่เคียงคู่ไปกับอาหารจานหรูจากทะเลทรายแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ที่มา: China Daily, Inside Climate News, News Central Asia, People's Daily Online, South China Morning Post, The Wire China, TIME