วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสนอตั้ง ‘เพดานความมั่งคั่ง-เส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว’ แก้ความเหลื่อมล้ำ ปกป้องประชาธิปไตย

เวที CSPF ในการประชุม “2026 IMF–World Bank” เสนอกำหนด “เพดานความมั่งคั่งสูงสุด” เพื่อแก้วิกฤติความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งผลเสียต่อประชาธิปไตย เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดทำ “เส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว” และทะเบียนทรัพย์สินแห่งชาติ เพื่อปฏิรูประบบภาษีให้เป็นธรรมและยั่งยืน

KEY POINTS

  • มีการเสนอแนวคิดให้กำหนด "เพดานความมั่งคั่ง" และ "เส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว" เพื่อเป็นเกณฑ์ชี้วัดว่าการถือครองทรัพย์สินของบุคคลเริ่มส่งผลเสียต่อสังคมและประชาธิปไตย
  • การกระจุกตัวของความมั่งคั่งอย่างสุดขั้วถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากมหาเศรษฐีสามารถใช้อำนาจเงินเพื่อครอบงำและแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง
  • ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยังส่งผลกระทบเชิงลบในมิติอื่น ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ (ทุนนิยมแบบตักตวง) สังคม (ทำลายความไว้วางใจ) และสิ่งแวดล้อม (การปล่อยคาร์บอนสูง)
  • เป้าหมายของข้อเสนอนี้คือการสร้างสมดุลความมั่งคั่งระหว่างภาครัฐและเอกชน และเปิดทางให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากกลุ่มคนร่ำรวยได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

“เวทีแลกเปลี่ยนนโยบายภาคประชาสังคม” หรือ “CSPF” (Civil Society Policy Forum) ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ได้จัดเสวนาสำคัญในหัวข้อ “The Top Line: Measuring Wealth Concentration for Poverty Reduction, Inclusive Development and Democratic Accountability” จัดโดยองค์กรอ็อกสแฟม (Oxfam) ร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับนานาชาติ 

การเสวนาครั้งนี้ ดำเนินรายการโดย อามิตาบห์ บิฮาร์ ผู้อำนวยการใหญ่ Oxfam International โดยมี ธนัญชยัน ศรีสกันธราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร New Economics Foundation, ศ.จายาติ โกช ประธานร่วมของคณะกรรมการสากลเพื่อการปฏิรูปภาษีนิติบุคคลระหว่างประเทศ (ICRICT) และหลุยส์ เฟลิเป้ โลเปซ-กัลวา ที่ปรึกษาอาวุโส WBG ร่วมเป็นวิทยากร

 

การจำกัดความมั่งคั่ง

โลกกำลังเผชิญกับ “วิกฤติความเหลื่อมล้ำ” อย่างรุนแรง เห็นได้จากมหาเศรษฐี 12 คนครอบครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าประชากรรวม 50% ของโลก ในขณะที่ผู้คนราว 780 ล้านคนต้องเผชิญภาวะอดอยาก นอกจากนี้ ดัชนีความยากจนหลายมิติยังแสดงให้เห็นถึงการถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี 

ธนัญชยัน ศรีสกันธราช ร่วมกับเครือข่าย Extreme Wealth Line Initiative สร้างกรอบความคิดเรื่อง “การจำกัดความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นทฤษฎีทางจริยธรรมและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เสนอว่า สังคมควรมีการกำหนด “เพดานความมั่งคั่งสูงสุด” (Upper limits on personal wealth) ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งพึงมีได้

“คุณวัดสิ่งใด สิ่งนั้นจะมีความสำคัญ และสิ่งที่คุณวัดย่อมส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” ศรีสกันธราชกล่าว พร้อมระบุว่า การสะสมความมั่งคั่งอย่างสุดโต่งของกลุ่มเศรษฐีระดับท็อปของโลกสร้างผลกระทบเชิงลบอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยผลกระทบอันตราย 5 ประการที่เกิดจากการกระจุกตัวของความมั่งคั่งสุดโต่งประกอบไปด้วย

(1) อันตรายทางการเมือง มหาเศรษฐีใช้เงินเข้าครอบงำอำนาจและทำลายกระบวนการประชาธิปไตย ดั่งคำกล่าวของหลุยส์ แบรนไดส์ ตุลาการศาลสูงสุดแห่งสหรัฐ ที่กล่าวว่า “เราจะมีประชาธิปไตย หรือจะมีความมั่งคั่งสุดโต่งอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราไม่สามารถมีทั้งสองอย่างพร้อมกันได้” 

(2) อันตรายทางเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้เกิดทุนนิยมแบบตักตวง (Extractive Capitalism) ที่มุ่งแสวงหาค่าการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ แทนการลงทุนที่เพิ่มผลผลิต 

(3) อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มคนมั่งคั่งที่สุด 0.1% ปล่อยคาร์บอนในวันเดียวมากกว่าประชากรยากจนครึ่งโลกปล่อยตลอดทั้งปีจากการใช้เครื่องบินและเรือยอทช์ส่วนตัว 

(4) อันตรายทางสังคม ทำลายความไว้วางใจในสถาบันการเมืองและโครงสร้างสังคม 

(5) อันตรายต่อตัวมหาเศรษฐีเอง ที่ต้องเผชิญแรงกดดันและการแข่งขันการสะสมทรัพย์สินที่ไม่จบสิ้น

นอกจากนี้ ศรีสกันธราชยังระบุว่า การกำหนด “เส้นความยากจนขั้นรุนแรง” (Extreme Poverty Line) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ชี้วัดว่าบุคคลใดมีรายได้หรือระดับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่อวันต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนขั้นต่ำสุดในระดับสากล ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่ารัฐต้องดำเนินนโยบายภาษีหรืออัตราภาษีแบบใดโดยอัตโนมัติ แต่ทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดเชิงประจักษ์เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นจุดที่ความมั่งคั่งเริ่มก่ออันตราย 

เส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว

ทางด้าน ศ.จายาติ โกช ประธานร่วมของ ICRICT ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติความเหลื่อมล้ำผ่านการเปรียบเทียบแนวโน้มความมั่งคั่งสาธารณะและความมั่งคั่งเอกชนตลอด 40 ปีที่ผ่านมา โดยความมั่งคั่งของภาครัฐทั่วโลกตกอยู่ในภาวะหยุดนิ่งหรือติดลบ สวนทางกับความมั่งคั่งของภาคเอกชนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและกระจุกตัวอยู่ในมือคนกลุ่มเล็ก ๆ 

“นี่อาจเป็นการกระจุกตัวของความมั่งคั่งและอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” ศ.โกชกล่าว เพราะมหาเศรษฐีเพียงคนเดียวสามารถครอบครองดาวเทียมถึงครึ่งหนึ่งของโลก ซึ่งอำนาจมหาศาลนี้ถูกนำไปใช้แทรกแซงกฎหมาย นโยบาย และสถาบันการเมืองเพื่อสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นไปอีก

ศ.โกชอธิบายว่า เมื่อความมั่งคั่งสาธารณะเริ่มหยุดนิ่ง ภาครัฐขาดศักยภาพทางการคลัง ในการจัดสรรบริการสาธารณะพื้นฐาน เช่น การรักษาพยาบาล สวัสดิการ และการศึกษา ซึ่งสร้างความแค้นเคืองแก่ประชาชนทั่วโลก นอกจากนี้ ระบบภาษีในปัจจุบันยังมีช่องโหว่ที่เอื้อให้มหาเศรษฐีระดับโลกจ่ายภาษีในสัดส่วนที่ต่ำกว่าคนงานทั่วไป หรือแม้กระทั่งไม่ต้องจ่ายเลย 

ดังนั้น การจัดทำ “เส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว” (Extreme Wealth Line) ซึ่งเป็นเกณฑ์ชี้วัดทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกำหนดจุดที่บุคคลมีความมั่งคั่งหรือทรัพย์สินมากเกินไป จนเริ่มส่งผลเสียต่อสังคม ประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์ เพราะจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างความมั่งคั่งสาธารณะและเอกชน และเปิดทางให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากกลุ่มมหาเศรษฐีได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

เพื่อแก้ปัญหาความลับทางบัญชีและการปิดบังทรัพย์สิน ศ.โกชเสนอให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ” หรือ IPI (International Panel on Inequality) เพื่อร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และดัชนีวัดความมั่งคั่งที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งเสนอให้ทุกประเทศจัดทำ “ทะเบียนทรัพย์สินแห่งชาติ” ที่ระบุผู้ถือครองผลประโยชน์ที่แท้จริง ของทรัพย์สินและกองทรัสต์ต่าง ๆ 

ศ.โกชระบุว่า ในปัจจุบันมีกว่า 142 ประเทศที่แลกเปลี่ยนข้อมูลทางธนาคารกันโดยอัตโนมัติแล้ว จึงเป็นหลักฐานว่าการจัดเก็บข้อมูลทรัพย์สินเพื่อความโปร่งใสนั้นสามารถทำได้จริงหากมีเจตจำนงทางการเมือง

หลุยส์ เฟลิเป้ โลเปซ-กัลวา ที่ปรึกษาอาวุโสจากกลุ่มธนาคารโลก (WBG) ได้นำเสนอมุมมองจากมิติธนาคารโลก โดยอ้างอิงถึงรายงานการพัฒนาโลกประจำปี 2017 เรื่อง “ธรรมาภิบาลและกฎหมาย” ที่เขาเป็นผู้จัดทำ ซึ่งเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำทางอำนาจที่มีต่อประสิทธิผลของนโยบาย แม้จะยอมรับว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ แต่โลเปซ-กัลวา ชี้ว่าสังคมโลกยังคงอยู่อีกไกลจากการสร้างเส้นความมั่งคั่งสุดโต่งที่ยอมรับร่วมกันได้ในทางรัดกุม เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทางระเบียบวิธีวิจัยและข้อมูล 3 ประการหลัก ได้แก่

(1) การนิยามความมั่งคั่ง ซึ่งแตกต่างจากความยากจนที่เป็นเรื่องศักยภาพพื้นฐาน หรือชนชั้นกลางที่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การกำหนดว่ารวยสุดโต่งคืออะไรยังมีลักษณะเปรียบเทียบและหลากหลาย 

(2) แหล่งข้อมูลและช่องว่างของข้อมูลฐานข้อมูลที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัดสูง โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยที่แทบไม่มีข้อมูลความมั่งคั่งเลย 

(3) การเคลื่อนย้ายของความมั่งคั่ง ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีไร้พรมแดนและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในการกำหนดนโยบายของแต่ละประเทศ

โลเปซ-กัลวา เน้นย้ำว่าหากต้องการให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกนำดัชนีวัดไปใช้จริง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางวิชาการที่เป็นกลาง โดยยกตัวอย่าง การก่อตั้งคณะกรรมาธิการแอตกินสัน ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับโลกเพื่อการประเมินความยากจน ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาเสนอแนะการปรับปรุงการวัดความยากจน จนธนาคารโลกนำเส้นความยากจนเชิงสังคมมาปรับใช้ในที่สุด การสร้างเส้นความมั่งคั่งสุดโต่งจึงควรเดินตามแนวทางกระบวนการวิชาการที่เป็นกลางและรัดกุมในลักษณะเดียวกันเพื่อสร้างฉันทามติทางเทคนิค

อมิตาภกล่าวปิดท้ายว่า วิกฤติความเหลื่อมล้ำสุดโต่งคือภาวะฉุกเฉินที่ต้องเร่งแก้ไข โดยต้องใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์และขีดความสามารถทางการคลัง ประสานกับประเด็นทางศีลธรรมและจริยศาสตร์ เพื่อตั้งคำถามว่าอะไรคือเป้าหมายของมนุษยชาติ ดังนั้นการจัดทำเส้นความมั่งคั่งสุดขั้ว จึงเป็นก้าวสำคัญทางศีลธรรมเพื่อคุ้มครองประชาธิปไตย ฟื้นฟูความไว้วางใจในสังคม และบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง