วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

BOI–CSR พลิกงบซีเอสอาร์ สู่การสร้าง CSV+ และผลลัพธ์ด้านสุขภาวะที่วัดได้

BOI–CSR จูงใจภาคธุรกิจสนับสนุนองค์กรท้องถิ่นกว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุม 243 แห่งใน 65 จังหวัด มุ่งเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • BOI–CSR ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจูงใจธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ สนับสนุนองค์กรท้องถิ่นให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ ตามประกาศ BOI ที่ 1/2568
  • ระยะนำร่องมีธุรกิจ 31 แห่งสนับสนุนกว่า 1,000 ล้านบาท แก่องค์กรท้องถิ่น 243 แห่งใน 65 จังหวัด ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและลดเวลารอในบางพื้นที่
  • การวัดผลต้องติดตามต่อหลังส่งมอบ ทั้งการใช้งานอุปกรณ์ ผลต่อประชาชน และความต่อเนื่องของบริการ
  • ธุรกิจสามารถต่อยอดจากการให้ทุนหรือครุภัณฑ์ สู่การใช้ความเชี่ยวชาญสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน

 

ผู้ป่วยวัย 62 ปีในจังหวัดเพชรบูรณ์เกิดอาการอ่อนแรงซีกซ้ายกะทันหันจากโรคหลอดเลือดสมองขณะทำงาน เขาอยากกลับไปทำเกษตรอีกครั้ง จึงเข้ารับการฝึกเดินด้วยหุ่นยนต์ฟื้นฟูวันละ 20 นาที เป็นเวลา 10 วันทำการ หุ่นยนต์เครื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนผ่านมาตรการ BOI–CSR และเป็นอุปกรณ์ที่โรงพยาบาลจัดซื้อได้ยากด้วยงบประมาณปกติ

เรื่องของเขาสะท้อนความต้องการที่โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งเผชิญ บางแห่งใช้รถพยาบาลอายุ 15–25 ปีและรองบประมาณรัฐมานานกว่า 5 ปี บางแห่งไม่มีเครื่องคัดกรองมะเร็ง ผู้ป่วยจึงต้องเดินทางเข้าเมืองและรอคิวนานหลายเดือน

อีกด้านหนึ่ง บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนทุกปี โดยเฉพาะมิติทางสังคม หรือ “S” ใน ESG คำถามที่ตอบยากคือ เงินที่บริษัทสนับสนุนทำให้ชีวิตผู้คนเปลี่ยนไปอย่างไร ยอดบริจาคและภาพวันส่งมอบบอกได้ว่าบริษัทให้อะไร แต่ยังบอกไม่ได้ว่าผู้ป่วยเข้าถึงบริการเร็วขึ้นหรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพียงใด

มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม หรือ BOI–CSR จึงช่วยเชื่อมความต้องการของพื้นที่กับทรัพยากรของธุรกิจ โดยเปิดให้โครงการที่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อสนับสนุนองค์กรท้องถิ่น เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และสถานพยาบาลของรัฐ ขอบข่ายการสนับสนุนครอบคลุมทั้งการเกษตร การจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสาธารณสุข 

นวัตกรรมที่ไม่ได้มีเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี

มาตรการนี้ทำงานผ่านองค์ประกอบ 3 ส่วนที่ต้องเชื่อมกัน ได้แก่

ส่วนแรก คือ แรงจูงใจทางภาษี ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2568 กำหนดให้โครงการสนับสนุนองค์กรท้องถิ่นมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท และสนับสนุนผู้รับแต่ละรายไม่น้อยกว่า 500,000 บาท สำหรับโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลคิดจากเงินสนับสนุน โดยด้านสาธารณสุขและการศึกษาได้รับวงเงินในอัตราร้อยละ 50 ส่วนการสนับสนุนด้านอื่นตามเกณฑ์ได้รับอัตราร้อยละ 120 

ส่วนที่สอง คือ คนกลางที่เข้าใจทั้งพื้นที่และธุรกิจ บริษัทอาจมีงบสนับสนุน แต่ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลหรือชุมชนแห่งใดต้องการอะไร มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงช่วยรวบรวมความต้องการ ประสานธุรกิจกับองค์กรท้องถิ่น และติดตามผลหลังส่งมอบ

ส่วนที่สาม คือ การนำทรัพยากรเข้าไปอยู่ในระบบบริการ เครื่องมือแพทย์จะมีความหมายเมื่อมีบุคลากรใช้ มีระบบดูแลรักษา และมีผู้ป่วยได้รับบริการ การประเมินจึงต้องมองให้พ้นมูลค่าครุภัณฑ์ ไปดูว่าอุปกรณ์ถูกใช้อย่างไร ใครเข้าถึงบริการ และผลที่เกิดขึ้นอยู่ได้นานเพียงใด

จากมูลค่าการสนับสนุนสู่ผลที่ประชาชนได้รับ

ในระยะนำร่อง ธุรกิจ 31 แห่งสนับสนุนทรัพยากรกว่า 1,000 ล้านบาทแก่องค์กรท้องถิ่น 243 แห่งใน 65 จังหวัด ตัวเลขนี้บอกขนาดของมาตรการ แต่ข้อมูลจากพื้นที่ทำให้เห็นผลที่ใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น

การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ชุดกล้องส่องเคลื่อนที่ 10 ชุด พร้อมเครือข่ายศัลยแพทย์อาสา ช่วยให้โรงพยาบาลชุมชนเพิ่มบริการคัดกรอง อัตราการเข้าถึงเพิ่มจากราวร้อยละ 10–25 เป็นร้อยละ 60–70 และระยะรอผ่าตัดลดจาก 2–3 เดือนเหลือ 3–7 วัน ผู้ตรวจราวร้อยละ 30 ได้รับการตัดติ่งเนื้อที่ตรวจพบก่อนกลายเป็นมะเร็ง มีผู้ได้รับประโยชน์ทางตรงราว 20,000 คน

การตรวจพบโรคเร็วมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพ ข้อมูลต้นทุนที่ใช้ประกอบการประเมินระบุว่า การรักษาเมื่อพบโรคระยะท้ายอยู่ที่ราว 121,000 บาทต่อราย เทียบกับราว 51,000 บาทเมื่อพบระยะแรก ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายคุณค่าของการเพิ่มการเข้าถึงการคัดกรอง แม้จะยังไม่ใช่ยอดเงินที่โครงการประหยัดได้จริงทั้งหมด

การคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่โรงพยาบาลท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี รถคัดกรองเคลื่อนที่ช่วยให้สตรีที่ไม่เคยตรวจมาก่อน 340 คนได้รับการคัดกรองและรู้ผลภายใน 2–7 วัน ผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางข้ามจังหวัด ค่าใช้จ่ายจากเดิม 1,500–1,950 บาท ลดเหลือฟรีหรือ 1,499 บาทตามเงื่อนไขการรับบริการ ข้อมูลต้นทุนการรักษาที่นำมาเปรียบเทียบระบุว่า มะเร็งเต้านมระยะลุกลามมีค่าใช้จ่ายราว 2 ล้านบาทต่อราย เทียบกับราว 75,000 บาทเมื่อพบระยะแรก

การฟื้นฟูผู้ป่วย ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินให้บริการผู้ป่วย 57 ราย รวม 879 ครั้ง ข้อมูลก่อนและหลังการใช้บริการพบว่าความเร็วในการเดินเพิ่มขึ้นร้อยละ 82 ส่วนผู้ป่วยที่ใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอาการปวดหลังดีขึ้นร้อยละ 92 โรงพยาบาลยังมีเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องเพิ่มจาก 2–3 เครื่องเป็น 10 เครื่อง และให้บริการแล้ว 416 ราย

การดูแลที่บ้าน ที่ตำบลชมภู จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ยืม–คืนอุปกรณ์การแพทย์ใช้งบลงทุนราว 1.7 ล้านบาท มีผู้ยืมสะสมกว่า 2,200 ราย เครื่องผลิตออกซิเจนเป็นอุปกรณ์ที่ถูกยืมมากที่สุด ช่วยให้บางครอบครัวไม่ต้องซื้อเครื่องเองเพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้าย สำหรับพื้นที่ ความสำเร็จของศูนย์อยู่ที่การช่วยลดความทุกข์และความทรมานของผู้ป่วย

ระบบบริการระดับอำเภอ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทาได้รับครุภัณฑ์ 11 รายการ ทำให้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อนได้มากขึ้นและรับผู้ป่วยจากพื้นที่ข้างเคียง รายรับจากการรักษาเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 ต่อปี

เฉพาะ 6 พื้นที่ที่ผู้เขียนลงสำรวจ มีผู้รับประโยชน์รวมกว่า 13,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผลเหล่านี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านสุขภาพ (SDG 3) การลดความเหลื่อมล้ำ (SDG 10) และความร่วมมือหลายภาคส่วน (SDG 17)

ความยั่งยืนเริ่มหลังวันส่งมอบ

จำนวนเครื่องมือที่ส่งมอบเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ยังไม่พอจะบอกว่าบริการจะอยู่ต่อได้ อุปกรณ์ต้องมีคนใช้งาน มีงบซ่อมบำรุง และมีหน่วยงานรับผิดชอบเมื่อสิ้นสุดการสนับสนุนจากธุรกิจ

บางพื้นที่เริ่มสร้างเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ที่เพชรบูรณ์ เทศบาล วัด และโรงพยาบาลร่วมตั้งศูนย์สุขภาพชุมชนบนที่ดินวัด และศูนย์ฟื้นฟูใกล้บ้าน 3 ตำบลในอาคารโรงเรียนที่ยุบเลิก ที่เชียงใหม่ ช่างชุมชนและจิตอาสาได้รับการอบรมให้ซ่อมและสร้างกายอุปกรณ์เอง ส่วนที่ตาก สถานีอนามัยและเทศบาลร่วมบริหารระบบยืม–คืนอุปกรณ์

ตัวอย่างเหล่านี้แสดงบทบาทของทรัพยากรจากธุรกิจในฐานะทุนตั้งต้น ซึ่งชวนให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนเข้ามาร่วมดูแลบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งมอบยังไม่ใช่หลักฐานว่าผลลัพธ์จะอยู่ต่อได้อีกห้าปี การติดตามว่าเครื่องมือยังใช้งานได้หรือไม่ ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และประชาชนยังเข้าถึงบริการเพียงใด จะทำให้ธุรกิจรายงานมิติ “S” ใน ESG ได้ชัดเจนกว่ายอดเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว

จาก CSR ไปสู่ CSV+ ได้อย่างไร

ธุรกิจบางแห่งเริ่มนำความเชี่ยวชาญของตนมาร่วมด้วย โรงพยาบาลเอกชนช่วยโรงพยาบาลรัฐเลือกครุภัณฑ์ให้เหมาะกับการใช้งาน ขณะที่ธุรกิจยางพาราสนับสนุนสหกรณ์ชาวสวนยางในห่วงโซ่วัตถุดิบของตน ความร่วมมือลักษณะนี้มีโอกาสสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) เพราะพื้นที่ได้รับการสนับสนุนที่ตรงความต้องการ ขณะที่ธุรกิจมีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ในการทำงานต่อ

การประเมินครั้งนี้ใช้กรอบ CSV+ พิจารณา 4 มิติ ได้แก่ เจตนารมณ์ที่แท้จริง ผลกระทบเชิงลึก การรวมพลังหลายภาคส่วน และการขับเคลื่อนด้วยกลไกธุรกิจ ผลการประเมินจัดให้ 5 ใน 6 กลุ่มโครงการอยู่ในระดับ “CSV กำลังก่อตัว” โดยมีจุดแข็งด้านผลกระทบและความร่วมมือ สิ่งที่ยังพัฒนาได้คือการนำความเชี่ยวชาญหลักของธุรกิจเข้ามาใช้มากขึ้น

โรงพยาบาลเอกชนอาจขยับจากผู้ให้เครื่องมือมาเป็นหุ้นส่วนวิชาชีพ ช่วยฝึกบุคลากร บำรุงรักษาเครื่องมือ หรือสนับสนุนการอ่านผลทางไกลในพื้นที่ที่ขาดรังสีแพทย์ ธุรกิจการผลิตอาจใช้ความรู้ด้านวัสดุและการซ่อมบำรุงช่วยพัฒนาอุปกรณ์ดูแลที่บ้านให้ทนทานและซ่อมได้ในชุมชน การใช้ความเชี่ยวชาญเช่นนี้ทำให้ความร่วมมือมีเนื้อหามากกว่าการส่งมอบทรัพย์สินครั้งเดียว

มาตรการยังมีช่องว่างให้ยกระดับ จากข้อมูลการวิเคราะห์เครือข่าย พบว่าการจับคู่ร้อยละ 93 ยังพึ่งกลไกกลางเพียงรายเดียว (มูลนิธินวัตกรรมสังคม) และมีความร่วมมือระหว่างธุรกิจเพียง 4 คู่ จากคู่ที่อาจร่วมงานกันได้ 465 คู่ การขยายกลไกประสานงานไปสู่ระดับภูมิภาคและส่งเสริมให้หลายธุรกิจทำงานในพื้นที่เดียวกัน จึงอาจช่วยให้การสนับสนุนครอบคลุมระบบบริการมากขึ้น

ในระยะต่อไปเพื่อความยั่งยืนด้านสุขภาวะที่เกิดจากมาตรการฯ บริษัทและพื้นที่ควรใช้ตัวชี้วัดร่วมกันติดตามผลอย่างน้อย 3 ปี จัดเตรียมงบซ่อมบำรุง และวางแผนให้หน่วยงานท้องถิ่นรับช่วงการดูแลบริการ สิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วยเปิดประตูให้ธุรกิจเข้ามา แต่คุณค่าของ BOI–CSR จะเห็นได้ชัดเมื่อประชาชนยังได้รับบริการหลังวันส่งมอบ และธุรกิจกับชุมชนมีเหตุผลที่จะทำงานร่วมกันต่อไป