มหาวิทยาลัยกรุงเทพใช้ศิลปะสื่อสาร ESG ชี้เยาวชนถ่ายทอดปัญหาสิ่งแวดล้อม-สังคมได้ชัด แต่ธรรมาภิบาลยังเป็นโจทย์ยาก เพราะเป็นเรื่องนามธรรมและไกลตัว
KEY POINTS
- มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU) จัดโครงการประกวดศิลปะเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารประเด็น ESG ที่ซับซ้อนให้สังคมเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- ผลงานศิลปะของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถสะท้อนมิติด้านสิ่งแวดล้อม (E) และสังคม (S) ได้อย่างชัดเจนและมีจำนวนมาก
- มิติด้านธรรมาภิบาล (G) ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สื่อสารผ่านงานศิลปะได้ยากที่สุด เนื่องจากเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมสูงและถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ความท้าทายของ ESG ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ หรือธรรมาภิบาล แต่คือการทำให้สังคมมองเห็นปัญหา เข้าใจผลกระทบ และไม่ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นความเคยชิน เมื่อรายงานและตัวเลขอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงสะเทือนใจ ศิลปะจึงกลายเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยเปิดมุมมองและท้าทายความคิดของผู้คน โครงการประกวดศิลปะ “Chance to Change ความน่าจะ...เปลี่ยน” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ถ่ายทอดปัญหาความยั่งยืนผ่านงานทัศนศิลป์
เปลี่ยนเรื่อง ESG ที่ซับซ้อนให้เป็นภาพสะท้อนสังคม พร้อมขยายพลังของศิลปะให้เป็นมากกว่าการสื่อสาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและวัฒนธรรม จัดทำโดย "มหาวิทยาลัยกรุงเทพ" โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ และหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), โครงการ eisa บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะภราดาเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
เปลี่ยนกรอบคิด ESG ผ่านมนุษยศาสตร์และศิลปกรรม
"ดร.ภัทรวุฒิ ทรัพย์เย็น" คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า ที่ผ่านมาการสื่อสารเรื่อง ESG มักถูกจำกัดอยู่ภายในรายงานความยั่งยืน กราฟสถิติ หรือคำศัพท์เฉพาะทางเชิงบริหาร ซึ่งทำให้เนื้อหาดูเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นภาระขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น การนำ ESG มาสู่โดเมนของศิลปะจึงเป็นการดึงกรอบคิดนี้ลงมาสู่ระดับประสบการณ์ของมนุษย์และสังคม
นอกจากนี้ การสื่อสารแบบเดิมมักแยกมิติ Environment (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) ออกจากกันเป็นส่วน ๆ แต่โครงการนี้ต้องการท้าทายให้เยาวชนมองเห็นความเชื่อมโยงที่แยกขาดไม่ได้ เช่น การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยปราศจากความยุติธรรมทางสังคม หรือขาดระบบธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ ย่อมไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงได้
จากการสังเกตผลงานของเยาวชนที่ส่งเข้าประกวด มิติที่เยาวชนสามารถถ่ายทอดได้อย่างชัดเจนและมีปริมาณมากที่สุดคือ สิ่งแวดล้อม และ สังคม
- มิติด้านสิ่งแวดล้อม: ปรากฏผ่านสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ทางสายตา เช่น ขยะพลาสติก ภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อสัตว์ทะเล และภัยพิบัติธรรมชาติ เนื่องจากเป็นประเด็นที่คนรุ่นใหม่พบเจอโดยตรงในชีวิตประจำวัน
- มิติด้านสังคม: สะท้อนผ่านประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน ความหลากหลายทางเพศ และภาวะสุขภาพจิต ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha ให้ความสำคัญอย่างสูงในเรื่องความเสมอภาค
- มิติด้านธรรมาภิบาล: ยังปรากฏในผลงานน้อยกว่ามิติอื่น เนื่องจากธรรมาภิบาล ความโปร่งใส โครงสร้างอำนาจ และการต่อต้านคอร์รัปชัน มีลักษณะเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมสูง ถ่ายทอดเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะได้ยาก และมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของภาครัฐหรือผู้บริหารระดับสูง มากกว่าประเด็นในชีวิตประจำวัน
ข้อได้เปรียบของศิลปะ
"ดร.ภัทรวุฒิ" อธิบายว่า ศิลปะช่วยสื่อสารเรื่อง ESG ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้คนได้ผ่าน 2 กลไกสำคัญ
1. ใช้ภาพแทนเรื่องซับซ้อน (Metaphor): เปลี่ยนแนวคิดหรือศัพท์เทคนิคให้เป็นภาพที่เข้าใจง่าย เช่น ภาพมือกำลังละลายเพื่อสื่อถึงภาวะโลกร้อน
2. สร้างความรู้สึกร่วมก่อนให้ข้อมูล (Empathy First): ตัวเลขช่วยให้คนรับรู้ปัญหา แต่ศิลปะช่วยให้คนรู้สึกและเข้าใจผลกระทบ เมื่อเกิดความรู้สึกร่วม ผู้ชมก็มีแนวโน้มสนใจเรียนรู้ปัญหาให้ลึกซึ้งขึ้น
จาก "การตระหนักรู้" สู่ "การจัดวางความคิดใหม่"
"ดร.ภัทรวุฒิ" ย้ำว่า ศิลปะไม่ได้หยุดอยู่แค่การตั้งคำถาม แต่ช่วยเปิดพื้นที่ให้สังคมพูดถึงปัญหาที่ซับซ้อนหรือยากจะพูดถึง เช่น ความล้มเหลวเชิงนโยบาย พร้อมกระตุ้นให้ผู้คนทบทวนความคิดและค่านิยมของตนเอง
การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายอาจเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เมื่อสังคมให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น แรงคาดหวังจากประชาชนก็จะผลักดันให้องค์กรและผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประเด็นดังกล่าวมากขึ้น
"ดร.ภัทรวุฒิ" ได้เสนอแนวทางสำหรับสถาบันการศึกษาไว้ 2 ประการ คือ
- การบูรณาการข้ามศาสตร์: ต้องไม่จำกัดเรื่อง ESG ไว้เฉพาะในคณะบริหารธุรกิจหรือวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่ต้องแทรกเป็นโครงสร้างพื้นฐานในหลักสูตรทุกสาขา ทั้งศิลปกรรม นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์
- การเรียนรู้ผ่านโจทย์จริงในชุมชน: เปลี่ยนมหาวิทยาลัยและพื้นที่โดยรอบให้เป็นห้องทดลอง เช่น การให้นักศึกษาเข้าไปตรวจสอบระบบจัดการขยะของสถาบัน หรือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่จริง เพื่อฝึกทักษะการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งระบบ
เปิดพื้นที่ศิลปะ สร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน
"สมลักษณ์ คล่องแคล่ว" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า ความท้าทายของการขับเคลื่อนความยั่งยืนคือทำอย่างไรให้ ESG ไม่ใช่แค่ประเด็นเชิงนโยบาย แต่เป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจและเชื่อมโยงกับชีวิตได้ การเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ถ่ายทอดประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคมผ่านงานศิลปะจึงเป็นอีกแนวทางในการสื่อสารเรื่องนี้ให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดสะท้อนให้เห็นว่า เยาวชนสามารถตีความประเด็นเดียวกันออกมาได้แตกต่าง ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและสื่ออื่น ๆ ตามมุมมองและวิธีคิดของตนเอง
ต่อยอดงานศิลปะสู่นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง
"วริทธิ ตีรประเสริฐ" ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า การนำแนวคิด ESG ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน มาถ่ายทอดเป็นภาพหรือ Visual Communication ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้สร้างสรรค์ โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีทั้งแนวคิดที่หลากหลายและวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน แม้บางผลงานอาจยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและองค์ประกอบศิลป์ตามวัยของผู้สร้างสรรค์
แต่สิ่งที่โดดเด่นคือความสามารถของเยาวชนในการนำความคิดของตนเองมาแปลงเป็นภาพและสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจได้ และเสนอแนวคิดต่อยอดโครงการในอนาคตว่า การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้ประเด็น ESG อาจพัฒนาไปสู่การทำงานแบบ Multidisciplinary ที่เชื่อมโยงศาสตร์ด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามจากการนำเสนอในรูปแบบภาพ 2 มิติ ไปสู่การสร้างสรรค์ Product, Object, Interactive Media หรือ Solution ที่สามารถนำแนวคิดไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
หอศิลป์ไม่ใช่แค่พื้นที่โชว์งาน แต่ต้องเขย่าความคิดสังคม
"ดร.ชญานุตม์ ศิลปศาสตร์" หัวหน้าหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า หอศิลป์ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้สังคมได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และทบทวนมุมมองต่อปัญหาที่เผชิญอยู่ แม้ศิลปะอาจไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในทันที แต่สามารถเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน นิทรรศการนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนใช้ผลงานศิลปะสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านประสบการณ์และมุมมองที่แตกต่าง บทบาทของหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BUG) จึงไม่ใช่แค่การคัดเลือกผลงานมาจัดแสดง แต่คือการทำให้ประเด็นเหล่านี้ถูกมองเห็น จุดประกายความคิด และนำไปสู่บทสนทนาระหว่างศิลปะกับสังคม
กรณีศึกษาผลงานชนะเลิศ
จากผลงานที่ส่งเข้าคัดเลือกกว่าร้อยชิ้น ผลงานที่สะท้อนการประยุกต์ใช้แนวคิด ESG เข้ากับประสบการณ์ตรงได้อย่างโดดเด่นคือ ผลงาน “เห็นหรือไม่” ของ นางสาวศิรประภา ประมวลชัยสกุล จากโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ซึ่งได้รับรางวัล Best ESG RELEVANCE
ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการสังเกตเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันขณะเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง โดยผู้สร้างสรรค์เห็นภาพผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ต้องยืนบนรถ ขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นเลือกที่จะนั่งต่อ จึงเกิดการตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะผู้คน "มองไม่เห็น" หรือ "ไม่สนใจ"
ในการสร้างสรรค์ "ศิรประภา" ได้ใช้เทคนิค Digital Illustration โดยถ่ายภาพรถโดยสารด้วยตนเอง นำมาผสมผสานกับการวาดภาพดิจิทัลผ่านโปรแกรม และปรับแต่งให้ตัวละครผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะโปร่งแสง เปรียบเสมือนบุคคลที่อยู่ตรงหน้าแต่กลับถูกมองข้าม ซึ่งเป็นการสะท้อนมิติด้านสังคม ในประเด็นความเห็นอกเห็นใจและการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นในสังคม
นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ได้รับรางวัลในสาขาอื่น ๆ อาทิ
- Best Concept: ผลงาน WHAT’S NEXT? โดย นางสาวธัญจิรา ตรัยไชยาพร โรงเรียนสายปัญญารังสิต
- Best Creativity: ผลงาน เพียงเปลี่ยน โดย นายปัณณวิชญ์ โสภาฤดี โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
- BEST TECHNIQUE: ผลงาน กำเนิดใหม่จากสิ่งที่ถูกทิ้ง โดย นายธีรัตม์ รุ่งรัตนเศรษฐ์ โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
- Best Visual Expression: ผลงาน BUTTERFLY EFFECT โดย นายทินมณี นันทสันติ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
- Popular Vote: ผลงาน FAST โดย นายกรรชัย จำพิมาย โรงเรียนเซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา
- Best Showcase (ระดับมหาวิทยาลัย): นางสาวอิงเธียร ธนะภพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ





