กลุ่มบางจากฯ เปิดโรงงานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เชื้อเพลิง SAF ที่ผลิตได้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินแบบเดิม
KEY POINTS
- กลุ่มบางจากฯ เปิดโรงงานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นแห่งแรกในประเทศไทย
- เชื้อเพลิง SAF ที่ผลิตได้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินแบบเดิม
- โครงการนี้ช่วยสร้างประโยชน์หลายมิติ ทั้งการสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนจากการรับซื้อน้ำมันเก่า ลดปัญหาน้ำท่วม และส่งเสริมสุขภาพที่ดี
น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วที่เคยถูกเททิ้งลงท่อระบายน้ำ กำลังกลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนเครื่องบินท่องฟ้าอย่างยั่งยืน กลุ่มบางจากฯ เปิดเดินเครื่องโรงงานผลิต "น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน" (SAF) จากน้ำมันพืชใช้แล้วเป็นแห่งแรกในประเทศไทย นำเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลกมารีไซเคิลของเสียในครัวเรือน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้มากกว่า 80% พร้อมสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน และยกระดับสุขภาพคนไทยอย่างยั่งยืน
จากของเสียก้นครัว สู่เชื้อเพลิงการบินมาตรฐานสากล
สุรพรเพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด กล่าวในงาน กำหนดการพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU แลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ในการรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำและนำมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน : Sustainable Aviation Fuel (SAF) ว่า น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วหรือ UCO (Used Cooking Oil) ที่หลายครัวเรือนและร้านอาหารมองว่าเป็นของเสีย ไร้ค่า ได้ถูกนำมารีไซเคิลเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล โดยกลุ่มบางจากฯ ได้เปิดดำเนินงานโรงงานผลิตน้ำมัน SAF จากน้ำมันพืชใช้แล้วแห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงกลั่นพระโขนง เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยกำลังการผลิตสูงถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน
โครงการนี้เลือกใช้เทคโนโลยีมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอย่าง HEFA SPK (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids) โดยใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 100% เป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงรองรับไขมันสัตว์ ไขมันพืช และน้ำมันจากพืชที่ไม่ใช่อาหาร (Non-edible oil) ซึ่งการเลือกใช้น้ำมันพืชใช้แล้วซึ่งจัดเป็นของเสีย (Waste) จะทำให้ได้ค่าคาร์บอนเครดิตสูงที่สุด สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการบินได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องบินแบบเดิม
กระบวนการผลิต 2 หน่วยหลักด้วยเทคโนโลยีระดับโลก
เนื่องจากน้ำมันใช้แล้วที่รวบรวมมาจากหลากหลายแห่งมีความสกปรกมาก มีทั้งสิ่งเจือปน เศษกระดูกไก่ เม็ดหม่าล่า หรือเม็ดพริกไทยติดมาด้วย กระบวนการผลิตจึงต้องผ่าน 2 หน่วยหลักที่ทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลก
- หน่วยปรับปรุงคุณภาพ (Pre-treatment): พัฒนาร่วมกับบริษัท SMEX เน้นการบำบัดทางเคมีและการกรองเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนออกจนสะอาด
- หน่วยทำปฏิกิริยาเคมีและหอกลั่น (Chemical Reaction & Distillation): พัฒนาร่วมกับ Honeywell UOP จากสหรัฐอเมริกา โดยโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันใช้แล้วเดิมจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับน้ำมันดีเซล จึงต้องเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์ (Reactor) เพื่อทำปฏิกิริยากับแก๊สไฮโดรเจน ภายใต้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม เพื่อตัดโครงสร้างโมเลกุลให้มีขนาดเล็กลงเท่ากับระดับน้ำมันเครื่องบิน
ยืดหยุ่นสูง ปรับโหมดกลั่นได้ถึง 4 ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต
เมื่อโมเลกุลน้ำมันถูกตัดให้มีขนาดตามต้องการแล้ว จะถูกส่งเข้าสู่หอกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถกลั่นออกมาได้ 4 ผลิตภัณฑ์หลัก
- น้ำมัน SAF (Sustainable Aviation Fuel): ผลิตภัณฑ์หลักสำหรับภาคการบิน
- แก๊ส LPG: แก๊สส่วนเบาที่ลอยขึ้นด้านบนของหอกลั่น
- ไบโอนาฟทา (Bio-naphtha): นำไปใช้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีเพื่อผลิตเป็น ไบโอพลาสติก ต่อไป
- ดีเซลชีวภาพหมุนเวียน (Renewable Diesel / HVO): น้ำมันดีเซลชีวภาพคุณภาพสูง
นอกจากนี้ โรงงานยังถูกดีไซน์ให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับลดอุณหภูมิและความดันในเครื่องปฏิกรณ์ เพื่อสลับโหมดผลิตน้ำมันดีเซลชีวภาพ (HVO) ให้มากขึ้น หรือเพิ่มการผลิต SAF ให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที
คุณค่ารอบด้านตามหลัก ESG ลดน้ำท่วม สร้างรายได้ สุขภาพดี
การเปลี่ยนขยะน้ำมันทิ้งให้เป็น SAF ช่วยสร้างประโยชน์ครอบคลุมทุกมิติ
- ช่วยลดปัญหาน้ำท่วม กทม.: การนำน้ำมันใช้แล้วเข้าสู่ระบบ ช่วยลดการเทน้ำมันลงท่อระบายน้ำ ซึ่งเดิมคราบไขมันจะไปจับตัวกับขยะพลาสติกและเศษไม้ กลายเป็นก้อนไขมันขนาดใหญ่อุดตันทางระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
- สร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน: ราคารับซื้อน้ำมันใช้แล้วหน้าร้านปั๊มรายย่อยสูงถึง 21 บาทต่อกิโลกรัม (เทียบกับสมัยก่อนที่นำไปทำไบโอดีเซลเพียง 11–12 บาท) และหากรวมเป็นวอลุ่มใหญ่ (30,000–40,000 ลิตร) ราคารับซื้อจะสูงถึงประมาณ 38 บาทต่อกิโลกรัม
- ยกระดับสุขอนามัยด้วยโครงการ "ไม่ทอดซ้ำ": บางจากฯ ร่วมมือกับกรมอนามัย รณรงค์ไม่ให้นำน้ำมันเก่าไปฟอกสีรีไซเคิลด้วยโซเดียมคาร์บอเนตแล้ววนกลับมาขายใหม่โดยไม่มียี่ห้อ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค พร้อมทั้งมอบใบรับรอง (Certificate) และคำนวณคาร์บอนเครดิตคืนให้แก่องค์กรและร้านค้าที่นำน้ำมันมาส่ง (เช่น แบรนด์ S&P) เพื่อนำไปใช้ทำรายงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Report) ได้อีกด้วย
พร้อมโกอินเตอร์ ปูทางสู่การบินยั่งยืนระดับโลก
ด้วยกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานสากลและได้รับการสื่อสารให้ความรู้แก่ประชาชน น้ำมัน SAF ที่ได้จึงมีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่ากับน้ำมันเครื่องบินปกติ ปัจจุบันโรงงานได้เริ่มส่งออกน้ำมัน SAF ไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มบังคับใช้อัตราส่วนผสม SAF ที่ 2% ในปี 2568 (2025) และพร้อมเต็มที่ในการรองรับนโยบายของประเทศไทยที่มีแผนกำหนดอัตราผสม SAF 1% สำหรับเที่ยวบินในประเทศช่วงต้นปีหน้า





