วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

วันอาหารโลก69 : World Food Day 2026 ปิดจุดเปราะบางระบบเกษตรและอาหารโลก

การประชุมหารือเชิงนโยบายระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)เน้นย้ำว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนระบบเกษตรอาหาร โดยการขยายผลนวัตกรรม ปลดล็อกการลงทุน และเสริมสร้างความร่วมมือ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันอาหารโลก (World Food Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์นวัตกรรมวันนี้ เพื่อโภชนาการที่ดีในวันหน้า” (Innovate Today. Nourish Tomorrow) โดยมีตัวแทนรัฐบาล เอกอัครราชทูต และพันธมิตรด้านการพัฒนาเข้าร่วม
การประชุมมุ่งเน้นหารือถึงแนวทางที่ภูมิภาคสามารถเปลี่ยนนวัตกรรมและลำดับความสำคัญเชิงนโยบายให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง พร้อมทั้งเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆเช่นการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ซึ่งผลักดันความต้องการใช้นวัตกรรม
FAO ให้ความสำคัญเร่งด่วนกับการทำให้แนวคิดและเทคโนโลยีให้เกิดผลได้จริงเพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรอาหารที่เอื้อต่อความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ ด้วยการใช้เทคโนโลยี เช่นนวัตกรรมดิจิทัลด้วยปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงตลาดและข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ ตลอดจนบริการทางการเงิน คำแนะนำด้านเทคนิคที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ผลิตรายเล็ก และเสริมสร้างความเชื่อมต่อกับตลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เกษตรแม่นยำเพื่ออาหารยั่งยืน

โดยเน้นว่าภาคเกษตรกรรมควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลระยะไกลเช่น ข้อมูลดาวเทียม และเครื่องมือที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมแม่นยำเพื่อใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้โอกาสจากอุปสงค์สำหรับอาหารที่มีประโยชน์ และตลาดสำหรับอาหารที่ผลิตด้วยกระบวนการแห่งความยั่งยืนที่มีมากขึ้นจากการเติบโตของเมือง ความเชื่อมโยงกันที่ดีขึ้นของผู้ผลิต ธุรกิจ และผู้บริโภค และโอกาสที่มีมากขึ้นของธุรกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่น
เวทีหารือนี้ได้รวบรวมมุมมองใน 3 มิติสำคัญของการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรและอาหาร ได้แก่ นวัตกรรมเพื่อความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ การค้าและการลงทุน และความมั่นคงทางอาหาร โภชนาการ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการตามลำดับความสำคัญร่วมกัน และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนและชุมชนทั่วทั้งภูมิภาค
ผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่งของการประชุมคือความร่วมมือระหว่าง FAO รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (IFRC) และสภากาชาดติมอร์-เลสเต เพื่อใช้นวัตกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านการติดตามสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในประเทศติมอร์-เลสเตและฟิลิปปินส์

ผุดโปรเจกต์ช่วย4.3หมื่นคนพ้นภัยเอลนีโญ

โครงการริเริ่มนี้จะช่วยเสริมสร้างความพร้อมรับมือของประชาชนประมาณ 43,000 คนต่อภัยจากเอลนีโญ โดยสนับสนุนการดำเนินการที่รวดเร็วและประสานงานกันมากขึ้นก่อนเกิดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยปกป้องความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิต 
นายอัลลู โดฮองผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่และผู้แทน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกล่าวว่า การทำให้แนวคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม ความร่วมมือและการลงทุน เราสามารถร่วมกันสร้างระบบเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืนยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยดูแลเรื่องโภชนาการของผู้คนในปัจจุบัน แต่ยังช่วยปกป้องทรัพยากรที่คนรุ่นหลังต้องพึ่งพาอาศัยอีกด้วย
นายเคน ชิมิซู รองผู้แทนระดับภูมิภาคของ FAO กล่าวว่า ความท้าทายที่ระบบอาหารและการเกษตรเผชิญนั้นเชื่อมโยงกัน และการตอบสนองของเราก็ต้องเชื่อมโยงกันอย่างเท่าเทียมกันในทุกภาคส่วน สถาบัน และพรมแดน ความร่วมมือที่แข็งแกร่งขึ้นและการดำเนินการเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็นหากเราต้องการสร้างระบบอาหารที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และเหมาะสมสำหรับอนาคต
ไทยชูเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน

ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร่วมกล่าวเปิดการประชุมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร ตั้งแต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลเพื่อวางแผนและบริหารจัดการการผลิตอย่างแม่นยำ ไปจนถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การพัฒนาทักษะเกษตรกร และการปรับรูปแบบการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อให้นวัตกรรมไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ในส่วนของภูมิภาคตะวันออกกลางได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบเกษตรและอาหารโลก โดยเฉพาะผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่ง ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าเกษตร

ส่งเสริมใช้ปุ๋ยตามค่าดินลดต้นทุน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบและบรรเทาภาระของเกษตรกร ทั้งการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และชีวภัณฑ์ร่วมกับปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม ตลอดจนการประสานความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการขยายช่องทางการตลาดและการกระจายสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของสถานการณ์โลก

สำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหาร ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปรับแนวทางการพัฒนาจากการมุ่งเน้นเพียงปริมาณผลผลิต ไปสู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเชื่อมโยงประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมพลังงานทดแทน และการทำเกษตรปลอดการเผา รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปและใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรและบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของภาคเกษตรในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหาร ไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการทำให้เกษตรกรและประชาชนเข้าถึงโอกาสและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม การค้าและการลงทุน ตลอดจนการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับ FAO ประเทศสมาชิก และภาคีทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหารของภูมิภาคให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไทยเชื่อมั่นว่าการผสานพลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ความร่วมมือ และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบเกษตรและอาหารที่มั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยต้องไม่ทิ้งเกษตรกรรายย่อยไว้ข้างหลัง พร้อมพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในระยะยาว