กลุ่มบริษัท Maersk ซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและผู้ลงทุนต่างชาติรายสำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 75 ปี โดยเป็นผู้ร่วมบริหารจัดการท่าเทียบเรือ B1 และ A0 ในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง
รวมถึงการบริหารจัดการศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าลาดกระบัง (Lat Krabang Inland Container Depot: ICD) ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในการขับเคลื่อนการค้าและการส่งออกของประเทศ
เมื่อเร็วๆนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ นายเรเน่ พิล เพเดอร์เซน กรรมการผู้จัดการ และผู้แทนกลุ่มบริษัท เอ.พี. มอลเลอร์-เมอส์ก สิงคโปร์ จำกัด (A.P. Moller - Maersk) พร้อมคณะผู้แทน
ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางการขยายการลงทุนและยกระดับความร่วมมือด้านระบบโลจิสติกส์ โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ
นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งมั่นในการพัฒนาท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ควบคู่กับการผลักดันระบบขนส่งทางน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น “Smart & Green Port” และ “Green Logistics Corridor” อย่างเป็นรูปธรรม
การหารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลกอย่าง Maersk จึงเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย
ทั้งนี้การหารือของทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของไทย โดย Maersk ได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมระบบโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) ผ่านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด อาทิ การสนับสนุนการใช้เรือบรรทุกตู้สินค้าพลังงานเมทานอลชีวภาพ (Green Methanol) การนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Trucks) มาใช้ในการรับส่งตู้สินค้า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางระหว่างสถานี ICD ลาดกระบัง กับท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ตามรายงานสถานการณ์ตลาดเอเชียแปซิฟิกของ Maersk – ก.ย.2569 หรือ Maersk Asia Pacific Market Update - September 2026 ชี้ว่า ธุรกิจต่างๆ ทั่วเอเชียแปซิฟิกเตรียมพร้อมสำหรับไตรมาสที่ 4 และยังพบว่าห่วงโซ่อุปทานยังคงปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการดำเนินงานและข้อกำหนดทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
รายงานชี้ว่า การขนส่งทางทะเล ทางอากาศ โลจิสติกส์ทางบก และการค้า รวมถึงการวางแผนสำหรับช่วงสัปดาห์ทอง หรือ โกลเด้นวีค ของจีน ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว รวมถึง บทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีและการขนส่งทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับ AI การเชื่อมต่อทางรถไฟระหว่างจีนและแม่น้ำโขงที่ขยายตัว และความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความโปร่งใสในเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าและการปฏิบัติตามกฎระเบียบการเชื่อมต่อข้ามพรมแดนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศตามฤดูกาลยังคงส่งผลกระทบต่อการขนส่งทางทะเลในบางส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากข้อมูลของ Sea Intelligence ท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุดทั้ง 14 แห่งในภูมิภาคกำลังประสบปัญหาเรือเข้าเทียบท่าตรงเวลาลดลง
“การหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของท่าเรือและตารางเวลาของเรือ โดยความล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเครือข่ายที่กว้างขึ้นเมื่อเรือเคลื่อนย้ายระหว่างท่าเรือและการเดินทางครั้งต่อไป”
สำหรับบริการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ลูกค้าของMaersk กำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเวลาที่เรือจะถึงปลายทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดชะงักของตารางเวลา ในขณะที่ความแออัดของท่าเรืออาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมในกรณีที่เรือประสบความล่าช้าในการเดินทางกลับไปยังเอเชีย
โดยการออกแบบห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การประเมินความต้องการด้านสินค้าในรูปแบบและเส้นทางการขนส่งที่แตกต่างกัน จะช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการขนส่งได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากเครือข่ายการผลิตและการจัดหาในเอเชียมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ





