วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม 2569

Login
Login

สูดดม ‘มลพิษทางอากาศ’ บ่อย ๆ เสี่ยง ‘ฆ่าตัวตาย-ทำร้ายตัวเอง’ เพิ่มสูงขึ้น

งานวิจัยพบว่าการสัมผัส “มลพิษทางอากาศ” ทั้ง PM2.5, PM10 และไนโตรเจนไดออกไซด์ ทำให้เสี่ยงการฆ่าตัวตายและพฤติกรรมทำร้ายตัวเองที่สูงขึ้น ชี้มลพิษเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่สามารถแก้ไขได้ในการกำหนดนโยบายป้องกันปัญหาสุขภาพจิต

KEY POINTS

  • งานวิเคราะห์ผลการศึกษาทั่วโลกพบความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการสัมผัสมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และ PM10 กับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นของการฆ่าตัวตายและพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามลพิษในอากาศอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง ก่อให้เกิดภาวะอักเสบและความเป็นพิษต่อระบบประสาท ซึ่งส่งผลเสียต่ออารมณ์และความมั่นคงทางจิตใจ
  • แม้จะพบความสัมพันธ์ที่ชัดเจน แต่นักวิจัยย้ำว่ายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามลพิษเป็นสาเหตุโดยตรงของการฆ่าตัวตาย เนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตร่วมด้วย

การสัมผัส “มลพิษทางอากาศ”​ ส่งผลให้ผู้คนคิด “ฆ่าตัวตาย” และทำร้ายตัวเองเพิ่มมากขึ้น ตามการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาทั่วโลกของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์ เบลฟาสต์ชี้ให้เห็นว่า นอกจากมลพิษทางอากาศจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายแล้ว ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิด “ปัญหาสุขภาพจิต” อีกด้วย

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 720,000 คนทั่วโลก ซึ่งการฆ่าตัวตายถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของประชากรในกลุ่มอายุ 15-29 ปี ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) รายงานว่าเฉพาะในพื้นที่ สหภาพยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากการทำร้ายตัวเองโดยเจตนามากกว่า 48,000 คนในปี 2023 แสดงให้เห็นว่าทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติสุขภาพจิต 

ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกยังประเมินว่า 99% ของประชากรโลกในปัจจุบัน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับมลพิษทางอากาศเกินค่ามาตรฐานคำแนะนำ

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์ เบลฟาสต์ทำการวิเคราะห์ผลการศึกษากว่า 40 ฉบับทั่วโลก โดยทำการรวบรวมข้อมูลจากการศึกษา 29 ฉบับเพื่อวิเคราะห์เชิงปริมาณ และพบ ความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก ทั้ง “PM2.5” และ “PM10” ในระยะสั้น กับความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายและพฤติกรรมฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น 

ในขณะเดียวกัน การสัมผัส PM2.5 และ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ในระยะยาว ซึ่งเป็นมลพิษที่เกิดจากการจราจรบนท้องถนนและการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ก็สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ขณะที่ การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายจากการศึกษาอีก 16 ฉบับ ยังพบหลักฐานที่เชื่อมโยงมลพิษทางอากาศประเภทอื่น ๆ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และ ก๊าซโอโซน รวมถึง มลพิษทางเสียง เข้ากับความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายและพฤติกรรมทำร้ายตัวเองที่เพิ่มขึ้น 

คณะผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า มลพิษในอากาศอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมองและการทำงานของระบบประสาท โดยการสัมผัสมลพิษทางอากาศได้รับการพิสูจน์ในงานวิจัยก่อนหน้านี้ว่าก่อให้เกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง” และ “ภาวะความเป็นพิษต่อระบบประสาท” ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของสมอง อารมณ์ ความสามารถในการจัดการกับความเครียด และความมั่นคงทางจิตใจของบุคคล

นอกจากปัจจัยทางเคมีแล้ว มลพิษทางสิ่งแวดล้อมรูปแบบอื่น ๆ เช่น มลพิษทางเสียงจากการจราจรและมลพิษทางแสงในยามค่ำคืน ยังสามารถรบกวนการนอนหลับและวงจรนาฬิกาชีวิตตามธรรมชาติของร่างกาย การรบกวนเหล่านี้เพิ่มความเครียดเรื้อรังและบั่นทอนสุขภาพจิต ทำให้ผู้ที่อาศัยในสภาพแวดล้อมดังกล่าวมีความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่า “มลพิษทางน้ำ” และ “มลพิษทางแสง” ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสรุปผลได้อย่างชัดเจนว่า มีส่วนทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น

ศ.ซูซานา อัล-ฮาลาบี อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโอเบียโด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษานี้ กล่าวว่า “การศึกษานี้ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่ามลพิษเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายโดยตรง แต่เป็นการเตือนให้เราตระหนักว่า ความทุกข์ทรมานทางจิตใจเกิดขึ้นภายใต้บริบทเฉพาะเจาะจงเสมอ”

เธอยังเน้นย้ำว่า สารมลพิษมักเป็นดัชนีชี้วัดถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปราะบาง เช่น ย่านที่พักอาศัยที่มีความเป็นอยู่ยากลำบาก คุณภาพสิ่งแวดล้อมต่ำ มีความเครียดในชีวิตประจำวันสูง หรือมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาก

มลพิษทางอากาศและมลพิษในครัวเรือน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกถึงประมาณ 6.7 ล้านคนต่อปี คณะผู้เชี่ยวชาญจึงเรียกร้องให้มีการบูรณาการมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันการฆ่าตัวตาย

รายงานระบุว่า “การสัมผัสมลพิษสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งจะช่วยลดการฆ่าตัวตายลง” พร้อมเสนอให้มีความร่วมมือข้ามสายงานระหว่างนโยบายสิ่งแวดล้อมและนโยบายสุขภาพจิต

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเน้นย้ำถึงข้อจำกัดของการศึกษานี้ โดยเตือนว่าผลการวิจัยไม่ได้ระบุว่า “มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของการฆ่าตัวตาย” เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่ที่นำมารวบรวมเป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งทำให้ยากต่อการแยกผลกระทบของมลพิษออกจากปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพจิต ได้แก่ ความยากจน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม คุณภาพของที่อยู่อาศัย สุขภาพกาย การเข้าถึงพื้นที่สีเขียว และความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตเมืองและชนบท 

รศ.อเล็กซานเดอร์ จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคอร์ติน ระบุว่า “สมมติฐานนี้มีความเป็นไปได้ทางชีววิทยา แต่การศึกษานี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามลพิษเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตาย”

แม้ว่าจะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างแท้จริง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำว่า นโยบายอากาศสะอาดและการลดมลพิษสิ่งแวดล้อมอาจเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงโครงสร้าง ที่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤติสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายได้


ที่มา: Euro News, European Medical Journal, Independent, The Guardian