วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน 2569

Login
Login

วิกฤติแม่น้ำแห้งขอดเขย่าโลก เตือนไทยรับมือศึกหนัก 'ซูเปอร์เอลนีโญ'

คลื่นความร้อนและภัยแล้งรุนแรงในยุโรปส่งผลให้แม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำไรน์ มีระดับน้ำลดลงเป็นประวัติการณ์ วิกฤติน้ำแห้งกระทบการขนส่งทางเรือโดยตรง ทำให้เรือบรรทุกสินค้าได้น้อยลง ส่งผลให้ค่าขนส่งพุ่งสูงและกระทบห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน

KEY POINTS

  • คลื่นความร้อนและภัยแล้งรุนแรงในยุโรปส่งผลให้แม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำไรน์ มีระดับน้ำลดลงเป็นประวัติการณ์
  • วิกฤติน้ำแห้งกระทบการขนส่งทางเรือโดยตรง ทำให้เรือบรรทุกสินค้าได้น้อยลง ส่งผลให้ค่าขนส่งพุ่งสูงและกระทบห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน
  • ผลกระทบขยายวงกว้างไปยังภาคเกษตรกรรมที่ผลผลิตลดลง ภาคพลังงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องลดการผลิต และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

เมื่อแม่น้ำสายหลักในยุโรปแห้งขอดจนเรือสินค้าต้องลดน้ำหนักบรรทุกครึ่งหนึ่ง โรงงานขาดแคลนวัตถุดิบ และเกษตรกรไม่มีน้ำรดพืชผล นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ ‘ความจริงทางธุรกิจ’ ที่เขย่าเศรษฐกิจโลกในปี พ.ศ. 2569 ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่รุนแรงไม่แพ้กัน

เจาะลึกวิกฤติยุโรป เมื่อภูมิอากาศสุดขั้วเขย่าเศรษฐกิจ

ช่วงฤดูร้อน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ทวีปยุโรปต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 -12 องศา ส่งผลให้ช่วงปลายเดือน ก.ค. ดินแดนสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักรราวครึ่งหนึ่งตกอยู่ในภาวะแห้งแล้ง ขณะที่แม่น้ำสายประวัติศาสตร์อย่างไรน์ (Rhine), ดานูบ (Danube), ลัวร์ (Loire) และโป (Po) ระดับน้ำลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ส.ค.

ผลกระทบกระจายตัวเป็นวงกว้างในหลายภาคส่วน

  • โลจิสติกส์และขนส่งทางน้ำ: แม่น้ำไรน์ เส้นเลือดใหญ่ทางการค้ากลายเป็นอุปสรรค เรือบรรทุกสินค้าที่วิ่งเข้า-ออกเมืองร็อตเตอร์ดัม บรรทุกสินค้าได้เพียง 30% ของความจุเต็มที่ ผู้ประกอบการต้องเพิ่มจำนวนเรือบาร์จอีกราว 100 ลําต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ค่าขนส่งพุ่งสูงและกระทบห่วงโซ่อุตสาหกรรมเคมีและพลังงาน
  • เกษตรกรรมและอาหาร: ผลผลิตพืชฤดูร้อนของ EU มีแนวโน้มลดลงถึง 14% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยเฉพาะข้าวโพดในฝรั่งเศสที่อาจเสียหายหนัก ขณะที่ต้นทุนความเสียหายจากภัยแล้งทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสหภาพยุโรปในฐานะผู้ส่งออกเกษตร-อาหารรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยมูลค่า 2.765 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี พ.ศ. 2568 กำลังทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกเริ่มได้รับผลกระทบตามไปด้วย
  • พลังงานและแรงงาน: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ EDF ในฝรั่งเศสต้องลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากอุณหภูมิแม่น้ำสูงเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเผชิญปัญหาไฟป่าในโครเอเชีย ฝรั่งเศส และกรีซ ขณะที่ความร้อนจัดทำให้เกิดการสูญเสียชั่วโมงการทำงานมหาศาล ดันมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉพาะฤดูร้อนนี้พุ่งสูงถึง 2.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า แม้ 42% ของธุรกิจใน EU จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัญหาภูมิอากาศ แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่มีแผนรับมืออย่างเป็นทางการ สะท้อนว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังมองข้ามความเสี่ยงนี้

มองย้อนมาที่ไทย มหาภัยแล้ง ‘ซูเปอร์เอลนีโญ พ.ศ. 2569’

สถานการณ์ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2569 นี้ไม่ได้ต่างกันนัก เมื่อประเทศต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Niño) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงแตะ 42-45 องศาในหลายพื้นที่ และสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

  • ภาคการเกษตรด่านหน้า: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังผลกระทบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนหลายแห่งลดลงอย่างน่าใจหาย ส่งผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจที่ต้องการน้ำสูง เช่น ทุเรียนและพืชผลส่งออกสำคัญ รวมถึงกระทบต่อรายได้เกษตรกรโดยตรง
  • พิษเศรษฐกิจและจีดีพี: วิกฤติภัยแล้งประกอบกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจและการเติบโตของภาคเกษตรได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก ต้นทุนการผลิต ทั้งราคาพลังงานและสารเคมีพุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพของประชาชน
  • ความเสี่ยงด้านพลังงานและไฟป่า: ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาพุ่งสูงในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ภัยแล้งและความแห้งจัดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ในหลายภูมิภาคของไทย

จากวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้งในยุโรปและไทย สะท้อนชัดเจนว่า ‘น้ำ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงาน’ ไม่ใช่เพียงปัจจัยเสริม แต่คือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดทางธุรกิจที่ผู้บริหารและภาครัฐต้องเร่งวางแผนรับมืออย่างจริงจังก่อนที่ภัยธรรมชาติจะกลายเป็นวิกฤตที่สายเกินแก้

ที่มา : Forum Stories