วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

วิกฤติ 'วัฏจักรน้ำ' โลกพังลามถึงเศรษฐกิจ ทะเลไทยรับมือความเสี่ยงทศวรรษใหม่

โลกกำลังเผชิญวิกฤติวัฏจักรน้ำที่แปรปรวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก

KEY POINTS

  • โลกกำลังเผชิญวิกฤติวัฏจักรน้ำที่แปรปรวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก
  • ประเทศไทย โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังยกระดับการรับมือผ่านแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำปี พ.ศ. 2570 ที่มุ่งเน้นการบูรณาการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าข้อผิดพลาดสำคัญคือการบริหารจัดการ "น้ำจืด" และ "มหาสมุทร" แบบแยกส่วน โดยทางออกคือการจัดการแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำถึงทะเล (Source-to-Sea)

เมื่อโลกกำลังเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนของ "วัฏจักรน้ำ" ที่ทำให้หลายพื้นที่จมบาดาลในขณะที่อีกมุมแห้งแล้งจนวิกฤติ นักวิชาการและเวทีระดับโลกเตือนชัด การแยกบริหาร "น้ำจืด" ออกจาก "มหาสมุทร" คือความผิดพลาดมหันต์ ด้านประเทศไทยภายใต้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตื่นตัวปรับแผนรับมือเชิงรุก ชูงบปี 2570 มุ่งบูรณาการความยั่งยืนก่อนที่วิกฤติธรรมชาติจะกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจปากท้อง

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่

เมื่อทรัพยากรที่เป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิตอย่าง "น้ำ" กำลังถูกขับเคลื่อนให้ออกนอกลู่นอกทางจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และกิจกรรมของมนุษย์ ข้อมูลจากเวทีระดับนานาชาติชี้ให้เห็นว่า วัฏจักรน้ำอันประกอบด้วยการระเหย การกลั่นตัว และหยาดน้ำฟ้า ไม่เคยแบ่งแยกขอบเขตระหว่าง "น้ำจืดบนบก" กับ "มหาสมุทรอันกว้างใหญ่" ทว่าที่ผ่านมา นโยบายภาครัฐและภาคธุรกิจทั่วโลกกลับเลือกที่จะแยกส่วนบริหารจัดการราวกับเป็นคนละระบบ

มูลค่าทางเศรษฐกิจของน้ำจืดทั่วโลกนั้นสูงถึง 58 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเกือบ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของโลก ขณะที่ภาคส่วนที่พึ่งพาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พลังงาน และบริการ ยังขับเคลื่อนมูลค่าการค้าโลกผ่านการขนส่งทางทะเลสูงถึง 80% ทว่าความเพิกเฉยต่อความเสี่ยงเหล่านี้กลับสร้างความเสียหายมหาศาล โดยประเมินว่าต้นทุนของการละเลยปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และมลพิษ สูงถึง 301 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบในการแก้ไขและป้องกันหลายเท่าตัว ในขณะที่ประชากรโลกกว่า 4,000 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในบางช่วงของปี

รอยต่อแห่งนโยบาย ระดับโลกสู่ประเทศไทย

ปัญหาสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในเวทีเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมระดับโลก เช่น การประชุม UN Water Conference ที่เมืองอาบูดาเปสต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเดือน ธ.ค. 2569 นี้ คือการที่ภาครัฐและนโยบายส่วนใหญ่ยังทำงานแบบแยกส่วน (Policy Silos) ทำให้การเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 6 เรื่องการจัดการน้ำสะอาด และ SDG 14 เรื่องทรัพยากรทางทะเล) ขาดความสอดคล้อง

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายนี้สะท้อนผ่านสถานการณ์จริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เร่งยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยในช่วงปี 2569 นี้ ทางการไทยได้ขับเคลื่อน 9 มาตรการรับมือฤดูฝนและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเดินหน้าทบทวนและจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 ผ่านระบบ Thai Water Plan (TWP) เพื่อเน้นความคุ้มค่าของงบประมาณ และการบูรณาการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างตรงจุด

สส. และผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้สะท้อนมุมมองในสภาผู้แทนราษฎรไทยเช่นกันว่า งบประมาณด้านน้ำในปี 2570 นี้ จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับการซ่อมแซม เพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างเดิม และบริหารจัดการน้ำร่วมกันในระดับลุ่มน้ำ มากกว่าการต่างคนต่างสร้างโครงการใหม่ เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น

ทางออกเชิงบูรณาการ จากการเยียวยาสู่ความยั่งยืน

แนวทางก้าวไปข้างหน้าตามข้อเสนอของนักวิชาการระดับโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุตรงกันว่า เราต้องมองวัฏจักรน้ำเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งแต่ยอดเขา ต้นน้ำ แม่น้ำ ลุ่มน้ำ จนถึงชายฝั่งและมหาสมุทร (Source-to-Sea Management)

ตัวอย่างความสำเร็จที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ รวมถึงในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา คือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรผสมผสาน การบำบัดน้ำเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reuse) รวมถึงการบริหารจัดการน้ำทะเลด้วยระบบ desalination ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่ง

เมื่อปัญหาน้ำกลายเป็น "ความเสี่ยงทางธุรกิจ" ภาคเอกชนจึงไม่ใช่แค่ผู้มีส่วน stakeholder ทั่วไปอีกต่อไป แต่ต้องเข้ามาเป็นพันธมิตรหลักในการแชร์ข้อมูล เทคโนโลยี และเงินลงทุน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า หากประเทศไทยและประชาคมโลกยังคงแก้ปัญหาแบบแยกส่วน เราก็จะพบเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ แต่หากเราประสานเสียงทั้งวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการลงทุนให้สอดรับกับ "วัฏจักรน้ำ" ที่หมุนเวียนไม่รู้จบ เราจึงจะสามารถสร้างความมั่นคงให้ทั้งคน เศรษฐกิจ และโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง

ที่มา : United Nations