วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

เมื่อการอนุรักษ์ทำให้คนจนลง ใครจ่ายต้นทุนของการรักษาป่า

เปิดผลกระทบโครงการอนุรักษ์ป่า คาร์บอนเครดิต–REDD+ อาจซ้ำเติมคนจน ตัดสิทธิ์เข้าถึงที่ดิน–ทรัพยากร ผลประโยชน์กระจุกตัว ขณะที่เงินชดเชยไม่คุ้มต้นทุนชีวิต

KEY POINTS

  • โครงการอนุรักษ์ป่าไม้ เช่น คาร์บอนเครดิต หรือ REDD+ มักทำให้คนจนที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจนลงกว่าเดิม เพราะถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าถึงที่ดินทำกินและป่าไม้
  • ผลประโยชน์จากโครงการมักไม่ตกถึงคนจนและคนชายขอบ แต่กลับกระจุกตัวอยู่กับผู้มีอำนาจหรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น
  • ค่าตอบแทนหรือเงินชดเชยจากโครงการมักไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ชาวบ้านสูญเสียไป ทั้งรายได้และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในแต่ละวัน

เรามักถูกสอนให้เชื่อว่า "การรักษาป่าคือการช่วยคนจน" แต่หลักฐานภาคสนามจากหลายประเทศกำลังบอกว่า หากการอนุรักษ์ตัดสิทธิในการใช้ที่ดิน ป่า น้ำ หรืออาหารสัตว์ คนที่จนอยู่แล้วอาจต้องจนลงกว่าเดิม

เวลาพูดถึงคาร์บอนเครดิต การจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ หรือโครงการป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน มักถูกอธิบายว่าโครงการหนึ่งสามารถช่วยโลก รักษาป่า และยกระดับชีวิตคนจนได้พร้อมกัน แต่บทสังเคราะห์ “เรียนรู้จาก REDD+ ที่เกิดขึ้นจริง: บทสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานชาติพันธุ์วรรณนา” ในวารสาร Conservation and Society ซึ่งรวบรวมข้อค้นพบจากงานชาติพันธุ์วรรณนาเกี่ยวกับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD+ ในหลายประเทศ ชี้ให้เห็นว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้น หลายโครงการมิได้เพียงปกป้องธรรมชาติ แต่ยังตัดฐานชีวิตของผู้ที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอดในแต่ละวัน

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าโครงการจ่ายเงินให้ชาวบ้านหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเงินนั้นทดแทนสิ่งที่ผู้คนสูญเสียไปได้จริงเพียงใด สำหรับครัวเรือนยากจน สิ่งที่ค้ำชีวิตมิใช่คำว่า “แรงจูงใจ” ในเอกสารโครงการ หากเป็นที่ดินทำกิน ฟืน น้ำ และอาหารสัตว์ที่ต้องใช้ทุกวัน

"เวียดนาม" เป็นตัวอย่างที่ทำให้ปัญหานี้เห็นชัด โดยงานศึกษา “แนวโน้มของการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศในเวียดนาม: มองผ่านสามรูปแบบการจ่าย” ในวารสาร Human Ecology พบว่าอุปสรรคมิได้เริ่มจากการที่ชาวบ้าน “ไม่ร่วมมือ” อย่างที่มักถูกกล่าวหา แต่เริ่มจากโครงสร้างของโครงการเอง สิทธิในการเข้าร่วมตกอยู่กับครัวเรือนที่มีสัญญากับรัฐอยู่ก่อนแล้ว ส่วนคนย้ายถิ่นหรือผู้ไม่มีเอกสารสิทธิถูกกันออกตั้งแต่ต้น มีกรณีที่ป่าราว 1,700 ไร่ถูกทำสัญญากับครัวเรือนเพียง 6 ครัวเรือนจากทั้งหมด 94 ครัวเรือน และผู้ได้สิทธิล้วนเป็นคนมีตำแหน่งในท้องถิ่น

แม้ได้เข้าร่วมผลตอบแทนก็อาจไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป รายได้จากการปลูกข้าวโพดยังสูงกว่าค่าตอบแทนจากโครงการอยู่มาก คนจนจึงถูกขอให้รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่น้อยลง สอดคล้องกับบทความ “การอนุรักษ์ที่ใช้แรงจูงใจจะเป็นธรรมได้เพียงใด” ในวารสาร Ecological Economics ซึ่งพิจารณาความเป็นธรรมในโครงการจ่ายค่าบริการสิ่งแวดล้อมป่าไม้ของเวียดนาม และชี้ว่าผลประโยชน์ของโครงการมักไหลไปตามลำดับชั้นเดิมของสังคม คนที่มีเส้นสายหรือมีเอกสารสิทธิจึงได้โอกาสดีกว่า โครงการที่ตั้งใจใช้สิ่งแวดล้อมสร้างความเป็นธรรมอาจกลับกลายเป็นเครื่องมือค้ำจุนความเหลื่อมล้ำเดิม

ใน "อินเดีย" งาน “ลดความยากจนหรือสร้างความยากจน” ในวารสาร Land Use Policy วิเคราะห์ผลกระทบต่อการดำรงชีพจากโครงการคาร์บอนป่าไม้ในอินเดีย โดยศึกษาครัวเรือน 107 ครัวเรือน และพบว่าเกษตรกรทุกกลุ่มเสียประโยชน์ แต่เกษตรกรรายย่อยและคนชายขอบเสียหนักที่สุด เพราะมีรายได้น้อย ทุนสำรองต่ำ และรับความเสี่ยงได้น้อยอยู่ก่อนแล้ว สัญญาบางแบบยังผูกที่ดินไว้นานถึง 20 ปี ขณะที่ผลตอบแทนจริงต้องรออีกหลายปี สำหรับคนมีเงินเก็บ นี่อาจเป็นเพียงความไม่สะดวก แต่สำหรับครัวเรือนที่ต้องเอาตัวรอดจากฤดูหนึ่งไปสู่อีกฤดูหนึ่ง การรอคอยเช่นนั้นอาจหมายถึงการเสียหลักทั้งครอบครัว ชื่อบทความจึงตั้งคำถามไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการเหล่านี้กำลังลดความยากจน หรือสร้างความยากจนกันแน่

กรณี "ยูกันดา" เผยอีกด้านหนึ่ง ความจนมิได้เพิ่มขึ้นเพราะรายได้ลดลงเท่านั้น แต่ยังเกิดจากทรัพยากรที่ค้ำจุนชีวิตค่อย ๆ เสื่อมถอย งาน “ประโยชน์ที่ทุนเท่านั้นมองเห็นหรือ” ในวารสาร Geoforum ว่าด้วยการเข้าถึงทรัพยากรและความเสื่อมโทรมจากป่าคาร์บอนเชิงอุตสาหกรรมในยูกันดา ศึกษาโครงการ Kachung และพบว่าชุมชนรอบพื้นที่สูญเสียการเข้าถึงฟืน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ และพื้นที่เพาะปลูก ชื่อบทความประชดถึง ประโยชน์ที่ทุนเท่านั้นมองเห็น เพราะผลลัพธ์บางอย่างดูดีในรายงาน วัดได้รวดเร็ว และอธิบายต่อนักลงทุนได้ง่าย ขณะที่ของจำเป็นซึ่งหายไปจากชีวิตประจำวันกลับไม่ปรากฏในห้องประชุม แม้โครงการจะมีกิจกรรมพัฒนาชุมชนหรือการอบรมมาชดเชย แต่มาตรการเหล่านั้นย่อมแทนฐานทรัพยากรที่ชาวบ้านต้องใช้ทุกวันไม่ได้

แม้แต่ "คอสตาริกา" ซึ่งมักถูกยกเป็นแบบอย่างด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน บทความ “การเข้าถึงค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศที่ไม่เท่าเทียม: กรณีคอสตาริกา” ในวารสาร Development and Change พบว่าการเข้าถึงโครงการมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์แก่เจ้าของที่ดินรายใหญ่ และกีดกันเกษตรกรรายย่อยบางกลุ่มออกไป แม้รัฐพยายามออกแบบโครงการให้ครอบคลุมคนจนในชนบทแล้วก็ตาม เมื่อนำข้อค้นพบนี้ไปวางข้างบทสังเคราะห์เรื่อง REDD+ ในหลายประเทศ จึงเห็นได้ว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่สะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำ

รูปแบบที่เกิดซ้ำมีอยู่สามประการ ได้แก่ ความขัดแย้งภายในชุมชนเพิ่มขึ้นหลังโครงการเข้ามา การเข้าถึงที่ดินและป่าที่เคยใช้ร่วมกันถูกจำกัด และผลประโยชน์ทางการเงินที่สัญญาไว้มักไปไม่ถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริง

ปัญหาเหล่านี้มีรากร่วมกันอยู่ที่ความพยายามทำให้ป่า ที่ดิน และคาร์บอนกลายเป็น “สินค้า” ที่ซื้อขายได้ โดยไม่ได้ทำความเข้าใจให้เพียงพอว่าผู้คนในพื้นที่ดำรงชีวิตร่วมกับทรัพยากรเหล่านี้อย่างไร เมื่อคุณค่าที่วัดได้ในตลาดกลายเป็นเกณฑ์หลัก คุณค่าที่หล่อเลี้ยงชีวิตประจำวันแต่ไม่มีราคาในตลาดก็ถูกมองข้ามได้ง่าย

ในมุมของผู้เขียน งานศึกษาเหล่านี้บอกตรงกันว่า คนจนมิได้ “ขาดแรงจูงใจ” อย่างที่หลายโครงการเข้าใจ หากขาด “กันชน” เมื่อรายได้หลักหรือฐานทรัพยากรถูกกระทบ คนมีเงินเก็บยังพอรอได้ แต่คนที่ดำรงชีวิตด้วยรายได้ตามฤดูกาลหรือของป่าที่หาได้ในแต่ละวันรอไม่ได้ ความเป็นธรรมของโครงการสีเขียวจึงไม่ได้เริ่มจากคำสัญญาเรื่องเงิน แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานว่า ใครได้เข้าโครงการ ใครถูกกันออก และใครต้องจ่ายต้นทุนล่วงหน้า

ท้ายที่สุด เราควรถามโครงการสีเขียวมากกว่าว่า มันช่วยสิ่งแวดล้อมได้เพียงใด เราต้องถามด้วยว่าโครงการกำหนดให้ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุนของการช่วยสิ่งแวดล้อมนั้น หากคำตอบยังคงเป็นเกษตรกรรายย่อย คนไร้เอกสารสิทธิ หรือผู้ที่ต้องพึ่งพาฟืน น้ำ และที่ดินทำกินในแต่ละวัน นโยบายเช่นนั้นย่อมอ้างได้ยากว่าเป็นเส้นทางออกจากความยากจน ตราบใดที่มันยังมองไม่เห็นคนกลุ่มเดียวกับที่ประกาศว่าจะเข้าไปช่วยเหลือ