ประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนการเกิดอย่างเป็นทางการแล้ว และได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
KEY POINTS
- ประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนการเกิดอย่างเป็นทางการแล้ว และได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
- โครงสร้างประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับวัยแรงงานที่ลดลง สร้างความท้าทายและภาระทางการคลังให้กับประเทศ
- เสนอให้เปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจาก "ภาระ" เป็น "พลัง" โดยการสร้างโอกาสการจ้างงานที่ยืดหยุ่น และพัฒนาตลาดสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Economy)
สวัสดีครับวันก่อนผมไปทำธุรกรรมที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่ง ระหวางที่นั่งรอก็เห็นกระดานสำหรับรายงานว่าในเดือนที่ผ่านมา มีประชาชนมาทำเรื่องแจ้งย้ายเข้าเขต ย้ายออกเขต เสียชีวิต หลักพันบ้าง หลักร้อยบ้าง แต่บรรทัดแจ้งเกิดกลับมีเพียงเลข 0 ใช่แล้วครับ ตลอดเดือนที่ผ่านมา ไม่มีการแจ้งเด็กเกิดใหม่ในเขตนี้สักราย
หากดูสถิติประชากรด้านทะเบียนราษฏร์ไทย จะพบว่าในข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีนั้น จากปี 2559 ที่มีอัตราการเกิดทั้งประเทศ 704,058 ราย อัตราการตาย 484,434 ราย ในปี 2568 มีอัตราการเกิดเพียง 416,574 ราย สวนทางกับอัตราการตายที่เพิ่มเป็น 559,684 ราย เท่ากับว่าจำนวนการเสียชีวิตแซงหน้าการเกิดเรียบร้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะคนรุ่นใหม่เลือกไม่มีลูก หรือค่าครองชีพ เป็นต้น
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดคู่กับการเกิดน้อยลง คือคนไทยก้าวสู่วัยชรามากขึ้น โดยตามสถิติผู้สูงอายุเดือนกรกฎาคม 2569 ของกรมกิจการผู้สูงอายุ ระบุว่าในประชากรไทย 64,708,741 คน มีผู้สูงอายุ 14,453,260 คน คิดเป็น 22.34 % ซึ่งเป็นสถิติที่ทำให้เราเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) และกำลังก้าวสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)" ในอนาคตอันใกล้
นั่นหมายความว่าชาวไทย 1 ใน 5 ออกจากตลาดแรงงานแล้ว และต้องอาศัยเงินเก็บตัวเองหรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจนถึงวันสิ้นอายุขัย แต่ปัญหาคือเงินที่คำนวณมาจะเพียงพอหรือไม่ หรือจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอันส่งผลให้ใช้จ่ายเกินงบ
ประเด็นข้างต้นไม่ได้กระทบแค่ “ตัวบุคคล” แต่ได้ขยายสู่ “ระดับประเทศ” มานานแล้ว โครงสร้างประชากรผู้สูงวัยเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญด้านความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เพราะหากสัดส่วนแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ผู้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ภาระทางการคลังย่อมสูงตาม
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้อาจถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน แม้จำนวนแรงงานที่ลดลงจะกดดันศักยภาพการเติบโตของประเทศ แต่ความต้องการสินค้าและบริการของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างตลาดใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Medical and Wellness หนึ่งใน 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การอยู่อาศัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงบริการที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย
แน่นอนว่าวิทยาการใหม่ๆ สามารถยกระดับสุขภาพทางร่างกายให้ยืนยาว แต่หากสุขภาพทางการเงินไม่ได้เติบโตตาม การอยู่นานขึ้นด้วยเงินก้อนเท่าเดิมกลับทำให้เราต้องมัธยัสถ์กว่าที่วาดฝันไว้ เพราะแม้การเสียชีวิตก่อนใช้เงินหมดจะน่าเศร้า แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าหลายเท่าคือเงินหมดก่อนเสียชีวิต คำถามคือเราจะหารายได้เพิ่มในวัยชราได้อย่างไร
รายงาน FY2026 Thailand Country Aging Report ของกลุ่มธนาคารโลก เผยว่าผู้สูงอายุที่ยังมีงานทำต่อ ไม่ว่าในหรือนอกระบบ (Productive Aging) คิดเป็นเพียงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ร้อยละ 53 และมาเลเซียที่ร้อยละ 56 เนื่องจากการจ้างงานในไทยไม่ยืดหยุ่นด้านอายุ อ่านถึงตรงนี้ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะครับ
จริงๆ แล้วการรับมือกับสังคมสูงวัยไม่ใช่ภาระของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของภาคธุรกิจด้วย องค์กรที่ออกแบบรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาสินค้าและบริการสำหรับ Silver Economy ตลอดจนสนับสนุนการออมระยะยาวแก่พนักงาน จะไม่เพียงสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้เสีย แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ความท้าทายของประเทศไทยวันนี้จึงไม่ใช่การเตรียมรับมือกับสังคมสูงวัย เพราะเราเข้าสู่สังคมนั้นแล้ว หากแต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุจากเป็นภาระ ไปสู่ทรัพยากรมนุษย์ที่ยังมีคุณค่า หากทุกฝ่ายร่วมกันออกแบบพื้นที่ที่เปิดให้ทุกวัยมีส่วนร่วมได้ ประเทศไทยอาจค้นพบว่า "อายุที่มากขึ้น" ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการถดถอย แต่เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งของการสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมต่อไปครับ





