วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

'กรุงเทพธุรกิจ' จัดงาน KT Dialogue ในหัวข้อ "New Horizon Chapter 2" Energy Transition: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน นักวิชาการ ร่วมแสดงความเห็นทิศทางพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ออกแบบ "ขอบฟ้าใหม่" ให้เศรษฐกิจไทยพร้อมรับมือความท้าทายยุคใหม่ไปด้วยกัน

บี.กริม ชงรัฐปลดล็อก 5 อุปสรรค

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าว ว่า บี.กริม ได้พัฒนาระบบสายส่งจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมาสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะใหญ่สุดรายหนึ่งของโลกด้วยระยะทาง 220 กิโลเมตร

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอยู่ที่ความเสถียรระบบไฟฟ้า เพราะภาคอุตสาหกรรมไม่ยอมรับความผิดปกติของไฟฟ้าเพียงเสี้ยววินาทีที่อาจกระทบการผลิต โดยเสนอแนวทาง 5 ด้านเพื่อขับเคลื่อนพลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าประเทศ ดังนี้

  1. การบริหารจัดการข้อมูล (Data) ต้องสร้างฐานข้อมูลชุดเดียวกันที่โปร่งใส และแบ่งปันข้อมูลระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ
  2. นโยบายเปิดให้บุคคลที่ 3 ใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access-TPA) เพื่อสร้างกิจกรรมในตลาดไฟฟ้า เปิดโอกาสการรับซื้อ และเชื่อมโยงความต้องการอุตสาหกรรมกับแหล่งพลังงานทดแทนได้อิสระ
  3. การพัฒนาพลังงานเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนการจัดการพลังงานในพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม ผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โซลาร์ลอยน้ำ หรือโซลาร์ฟาร์ม เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P)
  4. การปรับปรุงระเบียบ และข้อบังคับที่ควรผ่อนปรนกฎเกณฑ์ เช่น การอนุญาตให้สายส่งไฟฟ้าข้ามพื้นที่สาธารณะในนิคมอุตสาหกรรมตามโมเดลญี่ปุ่น และการปลดล็อกข้อจำกัดโซลาร์ลอยน้ำให้ขายไฟฟ้าแก่ลูกค้าได้มากกว่ารายเดียวเพื่อกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจ
  5. การลดเวลากระบวนการอนุญาตด้านพลังงานใช้เวลาถึง 6 ปี ขณะที่โรงงานใช้เวลาสร้างเพียง 3-6 เดือน

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะดีต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งภาคอุตสาหกรรมถึง 30% ของ GDP โดยลดความสูญเสียในระบบ ลดค่าบำรุงรักษา และยืดอายุอุปกรณ์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประหยัดของประเทศปีละ 28,000 ล้านบาท

รวมถึงการสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่ เช่น ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และการซื้อขายไฟฟ้าเสรี จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 10,000 ล้านบาท

"การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 30,000 ล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และลดค่าไฟฟ้าได้ 20.3 สตางค์ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และการลดค่าใช้จ่ายในระบบ"

WHAUP เร่งรัฐปลดล็อกพลังงานสะอาด

นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP กล่าวว่า เกมการดึงเงินลงทุนเปลี่ยนไปสิ้นเชิง โดยอดีตไทยอาจใช้ต้นทุนแรงงาน และสิทธิประโยชน์จูงใจ แต่วันนี้ปัจจัยหลักที่นักลงทุนเลือกอยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาด และโครงข่ายไฟฟ้าเสถียรเพียงใด 

"ทิศทาง Net Zero เป็นข้อกำหนดสำคัญการค้าโลก โดยหากผู้ประกอบการไทยเข้าไม่ถึงไฟสะอาดเพื่อลดปล่อยคาร์บอนจะกระทบ Scope 3 ของคู่ค้าต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่การงดคำสั่งซื้อจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไทยมีความเสี่ยงเสียความสามารถในการแข่งขันหากระบบโครงข่ายอัจฉริยะ และการปลดล็อกพลังงานสะอาดล่าช้า"

รวมทั้งแม้ภาครัฐเริ่มเข้าใจ และมีแผนรองรับ แต่น่ากังวลความรวดเร็วในการลงมือทำ เพราะเมื่อนักลงทุนตัดสินใจมองข้ามไทยแล้ว จะไม่ย้อนกลับมาดูอีก

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ชงโมเดล Sandbox นิคมอุตสาหกรรม

นายอัครินทร์ กล่าวด้วยว่า เพื่อไม่ให้เป็นข้ออ้างต้องปรับปรุงพร้อมกันทั้งประเทศจึงเสนอทดลองรายพื้นที่ โดยใช้นิคมอุตสาหกรรมเป็น Sandbox เพื่อบริหารจัดการระบบโครงข่ายอัจฉริยะ โดยให้แต่ละนิคมฯ เป็นผู้รวบรวม และซื้อขายพลังงานร่วมกันได้จะช่วยให้เห็นความสำเร็จชัดเจนก่อนขยายผล 

รวมทั้งคำนวณย้อนกลับจากความต้องการใช้ไฟของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center เพื่อวางแผนระบบสายส่ง และกำลังการผลิตพลังงานที่เหมาะสม

โมเดลการซื้อขายไฟฟ้าปัจจุบัน เช่น ระบบ Enhanced Buyer Model ต้องปรับปรุงควบคู่นโยบายช่องทางด่วนพิเศษหรือ “Policy Fast Track” ที่ยืดหยุ่นสูงพอ เพื่อรองรับนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่กำลังพัฒนาขึ้นมา และมีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีฟิล์มที่ผลิตไฟฟ้าได้เพื่อให้ทดลองใช้ และซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานได้อิสระขึ้นในเขตเมืองที่ต้องการไฟฟ้าสูง

รับมือ “ดาต้าเซนเตอร์-EV” โตพุ่ง

นายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวว่า พลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Grid เป็นประเด็นสำคัญของไทยเพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าไทยยุคใหม่จะเติบโต แข่งขัน และยืนระยะเวทีโลกอย่างไร โดยเสนอ 3 ปัจจัยสำคัญระบบไฟฟ้ายุคใหม่ คือ

  1. ไฟฟ้าต้องมีราคาถูก เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน
  2. ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพราะราคาถูกอย่างเดียวแต่ไม่สะอาดก็แข่งขันไม่ได้
  3. ไฟฟ้าต้องมั่นคงเนื่องจากต่อให้ราคาถูก และสะอาดเพียงใด หากระบบไม่มีความเสถียร ประเทศก็ดำเนินต่อไม่ได้

ทั้งนี้ ไทยมีแต้มต่อ และข้อได้เปรียบประเทศอื่นในภูมิภาคหลายด้านเพราะมีโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแข็งแรงมาก ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่ายไฟฟ้า รวมถึงเป็นรากฐานสำคัญช่วยเพิ่มสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงไทยมีทำเลรับแสงแดดและมีพื้นที่ราบมากเหมาะสมที่สุดต่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

รวมทั้งต้นทุนการผลิตไฟฟ้า “โซลาร์เซลล์” ต่ำลงกว่า 1 บาทต่อหน่วย สำหรับสัญญาระยะยาว 20 ปี แต่มีข้อจำกัดความไม่แน่นอนสภาพอากาศจึงต้องมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงให้ระบบที่มีการพัฒนาถึงจุดคุ้มค่าการลงทุนเชิงพาณิชย์แล้ว

“Smart Grid คือ การบริหารจัดการทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เหมาะกับการใช้ไฟที่เปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าปัจจุบันซับซ้อนมาก นอกจากภาคอุตสาหกรรมต้องการพลังงานสะอาดที่ตรวจสอบได้และคุ้มค่าแล้ว Data Center ต้องใช้ไฟ 24 ชั่วโมง รวมถึงการชาร์จไฟรถ EV เป็นจุดใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอนาคตที่ทำให้เปลี่ยนรูปแบบบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าสิ้นเชิง

เสนาฯ ชี้แบตเตอรี่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ”

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มุมผู้ใช้ไฟมี 3 เรื่องต้องเผชิญ และทำความเข้าใจ คือ Information ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน Control ความสามารถการควบคุมการใช้หรือผลิตไฟฟ้า และ Visibility หรือการมองเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์

ทั้งนี้ เสนาฯ เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำโซลาร์เซลล์มาติดตั้งโครงการบ้านจัดสรร โดยตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ติดตั้งเกือบ 2,000 หลัง และผ่านการทดลองโมเดลมาแล้วหลายรูปแบบ

รวมทั้งวันนี้ภาพของบ้านพลังงานสะอาดกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีเพียงแผงโซลาร์เซลล์ แต่ปัจจุบันระบบพลังงานเชื่อมต่อกันเป็นชุด ทั้ง Solar + Battery + EV Charger โดยเสนาฯ เลือกแนวทางติดตั้งระบบแบตเตอรี่ให้บ้านในกลุ่มราคา 4 ล้านบาทขึ้นไปตั้งแต่เริ่มก่อสร้างแทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าตัดสินใจติดตั้งเองภายหลัง

ภาคธุรกิจหนุน 'สมาร์ตกริด' ปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน ดึงลงทุน-เพิ่มศักยภาพแข่งขัน

ขณะที่ เหตุผลไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “สเกล” โดยหากลูกค้าแต่ละรายต้องซื้อ และติดตั้งแบตเตอรี่เอง ต้นทุนอาจสูง และไม่คุ้มค่า แต่เมื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จัดซื้อพร้อมกันทั้งโครงการ ย่อมมีอำนาจต่อรองด้านราคา และยังทำให้ลูกบ้านรวมค่าใช้จ่ายเข้าไปกับสินเชื่อบ้านได้ตั้งแต่ต้น

เมื่อมีทั้งโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ พฤติกรรมการใช้พลังงานของลูกบ้านเริ่มเปลี่ยน โดยช่วงกลางวันส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน แต่ไฟจากโซลาร์เซลล์จะถูกนำไปชาร์จเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่เต็มจึงส่งกลับเข้าสู่ระบบเพื่อขายคืน แม้ราคารับซื้อไฟคืน เช่น 2.20 บาทต่อหน่วย จะต่ำกว่าต้นทุนค่าไฟที่ผู้บริโภคต้องจ่าย แต่การเก็บไฟไว้ใช้ช่วงกลางคืนเป็นทางเลือกคุ้มค่ากว่า

ดังนั้น สิ่งนี้สะท้อนว่า “ราคา” คือ Price Indicator ที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการกำหนดพฤติกรรมการใช้พลังงานของครัวเรือนเทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือ แต่ท้ายที่สุด “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” คือ สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคลงมือเปลี่ยนพฤติกรรม

โดยเมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่โจทย์ยากที่สุด แต่คือ “กฎเกณฑ์” ที่ผู้บริโภคเข้าไม่ถึงแม้พฤติกรรมการใช้ไฟจะเปลี่ยนได้ แต่พบว่าสิ่งที่ยากกว่าเป็นกฎเกณฑ์ภาครัฐที่ซับซ้อน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์