ในงานเสวนา KT Dialogue หัวข้อ New Horizon Chapter 2: Smart Grid วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 เกษรทาวเวอร์ โดย พัทธนันท์ อมตานนท์ รองประธานบริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะผู้บุกเบิกโครงการ Smart Metro Grid พร้อมแบ่งปันมุมมองตัวแทนผู้ประกอบการ ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน และวางระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะในประเทศไทย
พัทธนันท์ เล่าว่า บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในสี่บริษัทของประเทศไทยที่ทำ “ระบบมาตรวัดไฟฟ้าอัจฉริยะ” หรือ AMI (Advanced Metering Infrastructure) ให้กับการไฟฟ้าของประเทศ โดยระบบดังกล่าวแบ่งเป็นการดูแลฝั่งการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ซึ่งมีผู้ประกอบการ 2 ราย และฝั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) อีก 2 ราย
AMI เป็นส่วนประกอบย่อยของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีการติดตั้ง “สมาร์ตมิเตอร์” ทำหน้าที่ส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้า สำหรับช่วยจัดการ และส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าอย่างครบถ้วนปลอดภัยไปยังการไฟฟ้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ และระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ล่ม
พัทธนันท์ ย้ำว่า แม้ระบบ AMI จะเป็นเพียงส่วนต่อขยายเล็กๆ บนระบบโครงข่ายหลัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินและการจัดการข้อมูลพลังงาน ซึ่งหากไม่มีระบบนี้ การขยายตัวของโซลาร์รูฟท็อป และการวิเคราะห์ข้อมูลก็จะเป็นเรื่องยากลำบาก
“ถึง AMI จะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าไม่มี ก็จะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และประเมินข้อมูลได้ยาก”
เมื่อย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านบุคลากรอย่างรุนแรง เนื่องจากเทคโนโลยี AMI ถือเป็นเรื่องใหม่ และมีผู้เชี่ยวชาญในประเทศน้อยมาก ส่งผลให้ต้องพึ่งพาองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก
ความท้าทายในขณะนั้นคือ ความแตกต่างเชิงระบบ และแนวคิดด้านโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า โดยระบบของต่างประเทศส่วนใหญ่จะอิงตามช่วงเวลาการใช้งานจริง (Dynamic Tariff) ขณะที่ประเทศไทยใช้โครงสร้างราคาแบบขั้นบันได (Stepping Tariff) ซึ่งความแตกต่างนี้ทำให้เกิดอุปสรรคในการประสานระบบในช่วงแรก
แต่อุปสรรคนี้ ก็ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ที่ช่วยให้บริษัท และผู้ประกอบการไทยสั่งสมประสบการณ์ จนมีความเชี่ยวชาญในระดับสูง สามารถขยาย และพัฒนาระบบ AMI ในประเทศได้ด้วยตนเองโดยลดการพึ่งพาจากต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้ง ยังสามารถพัฒนาช่องทางการสื่อสาร และซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มของตนเอง โดยการนำเทคโนโลยีเอไอเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มโครงการนำร่องที่พัทยา ประเทศไทยเพิ่งมีการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ไปได้เพียงไม่ถึง 300,000 ลูกเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับจำนวนมิเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศที่มีมากกว่า 30 ล้านลูก จะคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1% ซึ่งถือว่าการเปลี่ยนผ่านยังคงดำเนินไปอย่างค่อนข้างล่าช้า
แต่อย่างไรก็ดี พัทธนันท์ ระบุว่านี่ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด เนื่องจากหน่วยงานการไฟฟ้าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด และเลือกให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง และเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Stability) เป็นอันดับแรกก่อน ประกอบกับในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ จำนวนผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และผู้ใช้งานสมาร์ตมิเตอร์ยังมีจำนวนไม่มากนัก
ทว่าในปัจจุบัน ทิศทางลมกำลังเปลี่ยนไปเมื่อนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดเริ่มเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะนโยบาย “โซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือน” ซึ่งจะกลายมาเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ส่งสัญญาณให้การไฟฟ้าเร่งขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนผ่าน คาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเห็นการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 2-3 ล้านลูก ซึ่งจะเป็นการขยายตัวทางเทคโนโลยี AMI ที่รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากแรงผลักดันเชิงนโยบายแล้ว การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในลักษณะร่วมทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (PPP) ในรูปแบบให้เอกชนเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งไปก่อน แล้วให้หน่วยงานภาครัฐผ่อนชำระคืนเป็นงวดๆ ตลอดระยะเวลาสัญญา เช่น 10 ปี ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนงบประมาณของรัฐ
โดยมีเงื่อนไขว่าภาคเอกชนจะต้องรับประกันมาตรฐานการให้บริการ (SLA) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจะถูกจัดส่งให้แก่การไฟฟ้าได้อย่างครบถ้วน ปลอดภัย และระบบจะต้องทำงานอย่างต่อเนื่องไม่มีล่มไม่น้อยกว่า 99%
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



