วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

เอลนีโญ กระทบห่วงโซ่ความเย็น 'ยา-วัคซีน' ส่องแนวทางเสริมแกร่งระบบสุขภาพไทย

มีการคาดการณ์ว่าหากประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเอลนีโญรุนแรงในช่วงต้นปี 2570 กรุงเทพฯ อาจมี Heat Index 50–54°C ในช่วง มี.ค.–เม.ย. สภาพอากาศที่ร้อนจัดเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงภาคการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อระบบ “ห่วงโซ่ความเย็น” ที่ใช้จัดเก็บและขนส่งเวชภัณฑ์อ่อนไหวสูง เช่น อินซูลิน วัคซีน และยาด้านมะเร็ง ซึ่งหากอุณหภูมิเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยาที่ส่งถึงมือผู้ป่วยทันที

"พักตร์นลิน บูลกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่รวมถึงฝนตกหนัก น้ำท่วม และความผันผวนที่กระทบเส้นทางขนส่งและการเข้าถึงปลายทางสถานพยาบาลชุมชนไปจนถึงร้านขายยาซึ่งนับเป็นด่านหน้าของระบบสุขภาพในพื้นที่ด้วย

“ดังเช่นเหตุการณ์อุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ ปี 2568 ที่น้ำท่วมสูงกว่า 3.5 เมตรและท่วมนานกว่าปกติ ส่งผลให้ยาในร้านยาเสียหายทั้งหมดและร้านยาเกือบทั้งเมืองต้องปิดชั่วคราว ในวิกฤตินี้ เราได้เร่งคัดแยกและเรียกคืนยาที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมีนโยบายช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของร้านขายยาและสถานพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยในชุมชนกลับมาเข้าถึงยาที่จำเป็นได้”

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คร่าชีวิตคนไทยสูงถึง 400,000 คนต่อปี เฉลี่ยกว่า 1,000 คนต่อวัน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ภาระโรครุนแรงนี้ทำให้ระบบสุขภาพจำเป็นต้องได้รับการบูรณาการและสร้างความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดส่งยาและวัคซีนที่จำเป็นแก่ผู้ป่วยต้องทำได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย แม้ในสภาวะแวดล้อมที่ผันผวนและมีความท้าทายมากขึ้น

เอลนีโญ กระทบห่วงโซ่ความเย็น 'ยา-วัคซีน' ส่องแนวทางเสริมแกร่งระบบสุขภาพไทย

ลงทุนกว่า 130 ล้านบาท ชู Cold Chain

“พักตร์นลิน” กล่าวว่า ภูมิทัศน์ของระบบสุขภาพไทยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งในด้านมาตรฐานการรักษา การเข้าถึงนวัตกรรม และการขยายตัวของเศรษฐกิจสุขภาพ โดยการจัดอันดับจาก CEOWORLD ด้าน Health Care Index ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียนและอันดับ 83 ของโลก ขณะที่ตลาดรักษ์สุขภาพของไทย มีมูลค่า 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในอันดับ 9 จาก 45 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2567

ซิลลิค ฟาร์มา เล็งเห็นความต้องการจัดเก็บและขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ไวต่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย จึงลงทุนกว่า 130 ล้านบาทเพื่อขยายศูนย์กระจายสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อ ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา รองรับการจัดเก็บเวชภัณฑ์ได้มากถึง 1,800 พาเลท พร้อมเทคโนโลยีห้องแช่เย็นอุณหภูมิต่ำที่สามารถควบคุมอุณหภูมิอย่างเข้มงวด เพื่อจัดเก็บยาและชีววัตถุที่ไวต่ออุณหภูมิ

เอลนีโญ กระทบห่วงโซ่ความเย็น 'ยา-วัคซีน' ส่องแนวทางเสริมแกร่งระบบสุขภาพไทย

สำหรับการขนส่งช่วงสุดท้าย บริษัทนำนวัตกรรม "eZCooler" บรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิแบบใช้ซ้ำได้มาแก้ไขปัญหา สามารถรักษาอุณหภูมิช่วง -25 ถึง -15 องศาเซลเซียส และ 2 ถึง 8 องศาเซลเซียส ได้สูงถึง 4 วันโดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าภายนอก ผ่านการทดสอบบนเส้นทางไป-กลับระยะสูงสุด 1,985 กิโลเมตรในประเทศ โดยมีขนาด 8 ถึง 960 ลิตร

กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือวัคซีน ชีววัตถุ และยาชนิดพิเศษที่มีข้อกำหนดด้านอุณหภูมิเฉพาะ เพราะการออกนอกช่วงที่กำหนดอาจกระทบคุณภาพ ความคงตัว และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างที่เคยดำเนินการในประเทศไทย ได้แก่ วัคซีน mRNA Pfizer-BioNTech COVID-19 ซึ่งต้องจัดเก็บที่ -80°C ถึง -60°C และวัคซีนโปลิโอชนิดหยอด (OPV) ที่ต้องเก็บในช่องแช่แข็ง -25°C ถึง -15°C ขณะที่วัคซีนและชีววัตถุอีกหลายประเภทต้องควบคุมที่ 2°C ถึง 8°C ทั้งนี้ ช่วงอุณหภูมิที่ถูกต้องต้องยึดตามข้อกำหนดของผู้ผลิตแต่ละผลิตภัณฑ์เสมอ

เอลนีโญ กระทบห่วงโซ่ความเย็น 'ยา-วัคซีน' ส่องแนวทางเสริมแกร่งระบบสุขภาพไทย

เร่งความเป็นกลางทางคาร์บอน

“พักตร์นลิน” อธิบายว่า จากการประเมินความเสี่ยงปี 2567 ที่คาดว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส ชี้ว่าในระยะยาว (พ.ศ. 2583-2593) ต้นทุนการทำความเย็นจะมีความเสี่ยงสูงมาก ด้วยความที่บริษัททำงานภายใต้กรอบการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศ จึงลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาคลังสินค้า เพื่อมุ่งผลิตไฟฟ้าสะอาดให้ได้ร้อยละ 30 ของทั้งภูมิภาคเอเชียภายในปี 2573 พร้อมประเมินแผนอนุรักษ์พลังงาน (ECM) ด้วยผู้ตรวจสอบพลังงานภายนอก

โครงสร้างคลังสินค้ายังปรับใช้วัสดุพิเศษ ฉนวน และสีสะท้อนความร้อนเพื่อลดอุณหภูมิภายใน ใช้สารทำความเย็นที่มีค่า GWP ต่ำเพื่อลดโลกร้อน และติดตั้งระบบตรวจติดตามอุณหภูมิห้องเย็นแจ้งเตือนความเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง ในระดับภูมิภาค บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ได้เร็วกว่าเป้าหมายเดิม 4 ปี คิดเป็น 42%

ย้ำไทยต้องลงทุนทั้งห่วงโซ่

“พักตร์นลิน” บอกว่า ความท้าทายของซัพพลายเชนสุขภาพไทย คือการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล ร้านยา และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ การสร้างระบบสุขภาพที่ยืดหยุ่นจำเป็นต้องประสานงานข้อมูลทุกภาคส่วนเพื่อประกันความต่อเนื่องในยามเกิดภัยธรรมชาติ

“เรามองว่าประเทศไทยควรลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบสุขภาพตลอดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การผลิตและความมั่นคงของซัพพลายเชน ไปจนถึงเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการส่งมอบบริการดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ระบบสุขภาพไทยมีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต”

ภายใต้การดำเนินงานตามแนวทาง One Zuellig Pharma บริษัทมุ่งมั่นในการเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ระบบสุขภาพไทยพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต พร้อมกับช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ