วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สิงคโปร์’ สร้าง ‘เกาะใหม่’ ด้วยการถมทะเล-รวมเกาะ มุ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานคาร์บอนต่ำ

ลอว์เรนซ์ วอง นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ประกาศแผนโครงการถมทะเลเพื่อ “สร้างเกาะแห่งใหม่” ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานคาร์บอนต่ำ และการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประเทศ ในระหว่างการแถลงสุนทรพจน์วันชาติประจำปี 2026 

ตามแผนการดังกล่าว สิงคโปร์จะทำการเชื่อมโยงและควบรวมเกาะนอกชายฝั่งหลายแห่งทางตอนใต้ของเกาะจูรง ซึ่งรวมถึงเกาะเซมาเกา เกาะบูกม และเกาะปูเลา ซูดง พร้อมกับเกาะขนาดเล็กอื่น ๆ เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็นเกาะใหญ่เพียงเกาะเดียว โดยระบุว่าโครงการนี้คล้ายกับการพัฒนาเกาะจูรงในอดีต ซึ่งเป็นการถมทะเลเชื่อมเกาะเล็ก ๆ ตลอดช่วงเวลากว่าทศวรรษจนกลายเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีระดับโลกในปัจจุบัน

 

ศูนย์กลางพลังงานคาร์บอนต่ำและนิวเคลียร์

โครงการนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์สามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภคแบบบูรณาการใหม่ตั้งแต่ต้น โดย แมทธิว ชิว หัวหน้าฝ่ายสมรรถนะและยุทธศาสตร์นิวเคลียร์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม HY  เสนอว่า สิงคโปร์ควรออกแบบเกาะนี้ให้เป็นศูนย์กลางพลังงานแบบบูรณาการที่ระบบก๊าซ พลังงานคาร์บอนต่ำ การนำเข้าไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน พลังงานหมุนเวียน และนิวเคลียร์สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ 

เกาะใหม่แห่งนี้ ถูกออกแบบให้รองรับแหล่งพลังงานหมุนเวียนและทางเลือกคาร์บอนต่ำอื่น ๆ ด้วย เช่น พลังงานไฮโดรเจนสีเขียว แม้ว่าในปัจจุบันไฮโดรเจนจะมีอุปสรรคด้านต้นทุนและประสิทธิภาพในการผลิต แต่สุนิล วีทิล ที่ปรึกษาจากบริษัท Perdura ชี้ว่า ความท้าทายเหล่านี้อาจลดลงในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาอย่างเต็มที่ ดังนั้นการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานร่วม เช่น ท่อส่งและระบบกริด จึงสำคัญกว่าการรีบเลือกเทคโนโลยี

‘สิงคโปร์’ สร้าง ‘เกาะใหม่’ ด้วยการถมทะเล-รวมเกาะ มุ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานคาร์บอนต่ำ
บริเวณที่สิงคโปร์จะสร้างเกาะใหม่

ทางด้าน ดร.คิม จอง วอน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการศึกษาด้านพลังงาน ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฮโดรเจน และการผลิตพลังงานจากแอมโมเนีย ถือเป็นทางเลือกในระยะสั้นที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบัน

ขณะที่ ซานจีฟ กุปตา ผู้นำด้านพลังงานประจำภูมิภาคอาเซียนและสิงคโปร์ ของบริษัทที่ปรึกษา EY-Parthenon กล่าวว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะต่อยอดความสำเร็จของเกาะจูรง และพัฒนาเป็นพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางพลังงานแห่งยุคใหม่

การประกาศควบรวมเกาะในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าอาจจะมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะนอกชายฝั่ง จะช่วยลดข้อจำกัดครั้งใหญ่ด้านการจัดสรรพื้นที่ และยังมีระยะห่างที่ปลอดภัยจากแหล่งชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นบนเกาะหลัก รวมถึงความสะดวกในการเข้าถึงน้ำทะเลเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็นโรงไฟฟ้า

ศ.ลอว์เรนซ์ โลห์ ผู้อำนวยการศูนย์การกำกับดูแลและความยั่งยืน ของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า “เกาะนอกชายฝั่งเป็นพื้นที่เดียวที่จะสามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ไม่ใช่บนเกาะหลักของสิงคโปร์ เพราะจะช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ และยังมีการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด”

ด้านดร.อัลวิน ชิว นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม (RSIS) กล่าวเสริมว่า โครงการพลังงานนิวเคลียร์ต้องผูกพันกับการใช้พื้นที่ในระยะยาวถึง 60-80 ปี และต้องใช้เวลาในการรื้อถอนและฟื้นฟูพื้นที่อีก 10-20 ปี ดังนั้นการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโดยเฉพาะ จึงมีความเหมาะสมมากกว่าการล็อกพื้นที่ระดับพรีเมียมบนเกาะหลัก

อย่างไรก็ตาม ดร. วิกเตอร์ เนียน ประธานร่วมผู้ก่อตั้งศูนย์พลังงานและทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ (CSER) ได้เตือนว่าไม่ควรด่วนสรุปว่าทำเลนอกชายฝั่งจะปลอดภัยกว่าเสมอไป เพราะ ความปลอดภัยยังคงขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี วิศวกรรม กฎระเบียบข้อบังคับ และเงื่อนไขเฉพาะของพื้นที่ ขณะเดียวกัน การพัฒนาพื้นที่นอกชายฝั่งยังทำให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และวิศวกรรมทางทะเลที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ยังจะจัดสรรพื้นที่บนเกาะใหม่สำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูง  และการผลิตส่วนประกอบพิเศษต่าง ๆ เมลวิน เยียว หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ Trirec เชื่อว่า สิงคโปร์สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมในการผลิตวัสดุที่ทนความร้อนสูงสำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์แบบโฟโตนิกส์ 

นอกจากนั้น คาวิตา คานธี ผู้อำนวยการบริหารสมาคมพลังงานยั่งยืนแห่งสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับแหล่งพลังงานสะอาดบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการด้านพลังงานมหาศาลจากการเติบโตของเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอน

 

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น

ถึงจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอันมหาศาล นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นต้องกันว่า โครงการนี้จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ระบบนิเวศ เนื่องจากหมู่เกาะทางตอนใต้เป็นแหล่งปะการังและสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ล้ำค่าที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ 

สุนิล วีทิล เน้นย้ำว่า “การถมทะเลเป็นกระบวนการที่ย้อนกลับไม่ได้ ดังนั้นต้นทุนทางระบบนิเวศจึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปฏิบัติเป็นเพียงแค่ประเด็นการขออนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น”

ขณะที่ คาวิตา คานธี ระบุว่า การศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า โครงการจะกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างไรและจะมีแนวทางจัดการอย่างไร

นอกเหนือจากขั้นตอนการก่อสร้างถมทะเลแล้ว การดำเนินงานของอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้า ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ดร.คิม จอง วอนเตือนว่า ทั้งงานถมทะเลและการระบายความร้อนจากโรงไฟฟ้า อาจเข้าไปรบกวนและทำลายระบบนิเวศทางทะเลโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการพิจารณาจัดตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในระยะยาว ซึ่งต้องใช้และปล่อยน้ำหล่อเย็นในปริมาณมหาศาลลงสู่ทะเลในระหว่างกระบวนการทำงาน

ผลกระทบอีกด้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การสูญเสียพื้นที่ประมงดั้งเดิมและมรดกทางวัฒนธรรมทางทะเล โดยชาวประมงท้องถิ่นอย่าง ฮัมซะฮ์ โมฮาหมัด แสดงความกังวลว่าแนวปะการังรอบ ๆ เกาะซูดง เกาะบูกม และเกาะเซมาเกา ซึ่งเป็นแหล่งจับปลาด้วยกรงดักปลาแบบดั้งเดิม จะต้องถูกปิดกั้นหรือได้รับความเสียหาย 

เพื่อบรรเทาความกังวลและควบคุมผลกระทบเหล่านี้ รัฐบาลสิงคโปร์มีแผนที่จะทำการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด ก่อนเริ่มดำเนินโครงการถมทะเล ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมมีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทำการวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ในบริเวณดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรับมืออย่างถูกต้อง

ในระหว่างที่รอผลการประเมิน ผู้เชี่ยวชาญอย่าง สุนิล วีทิล ได้เสนอให้เกาะใหม่แห่งนี้ บูรณาการนวัตกรรมความยั่งยืนแบบหมุนเวียน เข้าไปในกระบวนการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การนำความร้อนเหลือทิ้งมาใช้ในการผลิตน้ำจืด หรือนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงนำคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต ตลอดจนการนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ กลับมาใช้ในการถมทะเลและการก่อสร้าง เพราะการปรับใช้นวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับให้เกาะแห่งนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

นอกจากโครงการเกาะใหม่นี้ สิงคโปร์ยังมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ทะเลเชื่อมโยงเกาะปูเลา เตโกง กับเกาะหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งทางทหารและการขยายพื้นที่ฝึกซ้อมของกองทัพ ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมพื้นที่บกเพิ่มเติมราว 500 เฮกตาร์ที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือนในอนาคตกว่า 3,000 ไร่


ที่มา: CNASouth China Morning PostSouth China Morning PostThe Business TimesThe Straits Times