วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ภัยเงียบ 8.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ' ดินเสื่อมโทรม วิกฤติใหม่ที่ธุรกิจไทยห้ามมองข้าม

ดินเป็นทรัพยากรที่ไม่เคยร้องขอความสนใจ การเสื่อมโทรมของมันเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ค่อยเป็นค่อยไป และแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งในวันที่มันเสื่อมสภาพไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้อีกต่อไป

รายงานฉบับล่าสุดจากสภาวาระอนาคตโลกด้านสุขภาพดินและที่ดิน (Global Future Council on Healthy Soils and Land) ร่วมกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) ได้สะท้อนตัวเลขที่น่าตื่นตระหนกออกมาว่า ปัจจุบันพื้นที่ดินทั่วโลกมากถึง 40% กำลังตกอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งความสูญเสียทางธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความแห้งแล้งในแปลงเกษตร แต่กำลังสร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 8.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ความบอบช้ำของผืนดินส่งแรงสั่นสะเทือนไกลเกินกว่าขอบเขตของเกษตรกรรม

เพราะมันลามไปถึงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ทั้งในรูปของต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความผันผวนของปริมาณวัตถุดิบและราคาสินค้า ตลอดจนการเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม หรือแม้กระทั่งแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ดินจึงไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรธรรมดา หากแต่คือ "โครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต" และเป็นสินทรัพย์ธรรมชาติที่ค้ำยันห่วงโซ่อุปทานของโลกเอาไว้

จากความพึ่งพาที่มองไม่เห็น สู่การประเมินมูลค่าทางธุรกิจ

เมื่อดินที่มีสุขภาพดีทำหน้าที่กักเก็บ กรอง และหมุนเวียนน้ำ ช่วยกักเก็บคาร์บอนเพื่อปรับสมดุลภูมิอากาศ แปรสภาพสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช และเป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพ ภาคธุรกิจระดับโลกจึงเริ่มหันมามองดินในฐานะสินทรัพย์สำคัญที่ต้องบริหารจัดการ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับ LVMH อาณาจักรสินค้าหรูระดับโลก ที่ได้ทำการประเมินความพึ่งพาธรรมชาติภายใต้กรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures หรือ TNFD) ผลการประเมินชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า 58.4% ของปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดที่กลุ่มบริษัทใช้ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบสำหรับไวน์และสุรา ไม้ กระดาษ สิ่งทอ หนัง สัตว์ ไปจนถึงส่วนผสมในเครื่องสำอาง ล้วนพึ่งพาคุณภาพของดินและการหมุนเวียนของสารอาหารในดินทั้งสิ้น ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ มากกว่า 40% ของวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาดินเหล่านี้ กลับมีแหล่งที่มาจากภูมิภาคที่กำลังเผชิญวิกฤตดินเสื่อมโทรมโดยตรง

ขณะเดียวกัน ยักษ์ใหญ่ด้านโภชนาการพืชอย่าง Yara ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการแปลงแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านโครงการ NossoCafe ในบราซิล ซึ่งขยายผลไปยังอีกหลายประเทศในละตินอเมริกา โครงการนี้ผสานการวิเคราะห์ดิน คำแนะนำทางการเกษตร และการติดตามผลลัพธ์เข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด "การเกษตรฟื้นฟู" (Regenerative Agriculture) ที่ครอบคลุมทั้งมิติสภาพภูมิอากาศ สุขภาพดิน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่งคั่งของเกษตรกร แสดงให้เห็นว่าการวัดผลที่แม่นยำสามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เคยซ่อนอยู่ ให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหลียวมองประเทศไทย วิกฤติใต้ฝ่าเท้าที่รอวันปะทุ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งมีภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจ ปัญหาดินเสื่อมโทรมกลับยิ่งมีความแหลมคมและน่ากังวลอย่างยิ่ง

จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2566) พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ดินที่มีปัญหามากถึง 206.8 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของพื้นที่ประเทศ ครอบคลุมทั้งปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยวจัด ดินทรายแป้งที่มีความสมบูรณ์ต่ำ ตลอดจนปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชะโงกและที่สูงจากการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสมและการตัดไม้ทำลายป่า

ความรุนแรงของปัญหานี้ได้รับการตอกย้ำจากรายงานวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อ ม.ค. 2567 ซึ่งระบุว่า การเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร ต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการต้องพึ่งพาและปุ๋ยเคมีทดแทน และกดทับรายได้ของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง หากภาคธุรกิจไทยในสายอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ ยังคงมองข้ามความเชื่อมโยงนี้ ความเสี่ยงเชิงระบบที่จะกระทบต่อเสถียรภาพของราคาและปริมาณวัตถุดิบในประเทศย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางรอดและบทบาทใหม่ของภาคธุรกิจ

ภาคธุรกิจไม่เพียงแต่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของดินเท่านั้น แต่ผ่านนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุน การกำหนดคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และการสร้างแรงจูงใจแก่ซัพพลายเออร์ ธุรกิจยังเป็นผู้กำหนดทิศทางว่าผืนดินจะถูกดูแลอย่างไรอีกด้วย สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัว มี 5 แนวทางสำคัญที่สามารถลงมือทำได้ทันที

  • การสร้างความชัดเจนในความพึ่งพา: เริ่มต้นจากการสำรวจและระบุให้เห็นชัดเจนว่า การดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานขององค์กรพึ่งพาดินในจุดใดบ้าง และการตัดสินใจทางธุรกิจในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อสุขภาพของดินอย่างไร
  • การวัดผลในมิติที่สำคัญ: กำหนดตัวชี้วัดฐาน (Baseline) และติดตามดัชนีชี้วัดสุขภาพดินที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการและตัดสินใจ แทนที่จะพยายามวัดทุกอย่างจนไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง
  • การปรับแรงจูงใจให้สอดคล้องกับการดูแลรักษา: ใช้สัญญาการจัดซื้อระยะยาว ความสัมพันธ์เชิงการค้าที่มั่นคง สนับสนุนด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการใช้มาตรการตอบแทนตามผลลัพธ์ เช่น โครงการชำระเงินค่าบริการทางระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services) เพื่อให้การดูแลรักษาดินเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและยั่งยืนสำหรับเกษตรกรและผู้ถือครองที่ดิน
  • การร่วมลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน: พัฒนาโมเดลทางการเงินที่มองเห็นคุณค่าระยะยาวของดินที่สมบูรณ์ โดยแชร์ต้นทุนและผลประโยชน์ในช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเกษตรยั่งยืนร่วมกับเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
  • การผนึกกำลังข้ามภาคส่วน: สุขภาพของระบบนิเวศเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง ภาคธุรกิจจึงต้องสร้างความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม ร่วมมือกับภาครัฐ สถาบันวิจัย และชุมชน เพื่อกำหนดมาตรฐานและนโยบายที่สนับสนุนการฟื้นฟูดินในระดับประเทศ

ในท้ายที่สุด ดินอาจเป็นสิ่งที่ไม่เคยเรียกร้องสิทธิหรือส่งเสียงเตือน แต่การลงทุนเพื่อฟื้นฟูและดูแลรักษาดินในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของความซื่อสัตย์ทางจริยธรรมหรือกิจกรรม CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป หากแต่คือ "กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด" ที่จะชี้ขาดว่า องค์กรจะสามารถรับมือกับความผันผวน และสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ได้หรือไม่

 ที่มา : UNCCD