วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน 'ชัชชาติ' ปั้นกรุงเทพฯ เดินได้-ปั่นได้ ปรับเมืองรับมือเรนบอมบ์-Urban Heat

"ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "City Transportation" ภายในงานเสวนา "Climate Citizen: เมืองนี้เราลิขิต เศรษฐกิจแห่งความหวัง" ณ หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน การแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้มุ่งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในเขตเมืองหลวง โดยเน้นยุทธศาสตร์การย่อยเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนเข้าถึงและมีส่วนร่วมปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการชูนโยบายพัฒนาทางเท้า ทางเลือกการสัญจรที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ และการกระจายพื้นที่สีเขียวสาธารณะใกล้บ้านเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและปกป้องทรัพยากรส่งต่อให้แก่คนรุ่นใหม่

บริบทความเสี่ยงในเมืองหลวง

ในการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้หยิบยกประเด็นเรื่องนิยามที่แท้จริงของคำว่าความยั่งยืนขึ้นมาสื่อสารกับสาธารณชน โดยระบุว่า

“ความยั่งยืน คือการไม่นำทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน และต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งอากาศ น้ำ ตลอดจนงบประมาณ”

นิยามดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่ไม่ได้มองเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในปัจจุบัน แต่เน้นย้ำถึงการปกป้องและจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงงบประมาณแผ่นดินอย่างมีเสถียรภาพเพื่อให้คนรุ่นหลังมีทรัพยากรใช้อย่างเพียงพอ

เปิดแผน 'ชัชชาติ' ปั้นกรุงเทพฯ เดินได้-ปั่นได้ ปรับเมืองรับมือเรนบอมบ์-Urban Heat

สำหรับความท้าทายทางธรรมชาติ กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญหน้ากับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งแสดงผลผ่านความแปรปรวนของสภาพอากาศในสองมิติหลักที่เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเมืองหลวง ได้แก่ สถานการณ์ฝนตกหนักรุนแรงในลักษณะ "Rain Bomb" และปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนจัดอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง หรือ "Urban Heat"

ภัยคุกคามเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชนโดยตรง ทำให้การดำเนินมาตรการรับมือด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับกรุงเทพมหานคร

กิจกรรมชุมชนร้อยละ 3 ต่อปี

ข้อจำกัดของการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมในอดีต คำศัพท์เชิงเทคนิคหรือเป้าหมายระดับโลกอย่าง "Net Zero" (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) หรือ "Carbon Neutral" (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) มักจะเข้าใจยากและรู้สึกไกลเกินตัวสำหรับประชาชนทั่วไป ปัญหานี้สร้างระยะห่างระหว่างนโยบายของรัฐกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของพลเมือง

ดังนั้น หัวใจสำคัญของการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครในยุคนี้ จึงเปลี่ยนมาเป็นการทำให้เป้าหมายสภาพภูมิอากาศระดับสากลกลายมาเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่จับต้องได้ในระดับปีและระดับชุมชน

เพื่อขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม กรุงเทพมหานครได้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 3 ต่อปี โดยเป้าหมายระยะสั้นนี้ถูกนำมาแปลงสภาพให้กลายเป็นกิจกรรมเชิงประจักษ์ที่ประชาชนในระดับชุมชนสามารถมีส่วนร่วมและปฏิบัติได้จริงในวิถีชีวิตปกติ

ปรับปรุงระบบขนส่งทางเลือกและโครงสร้างพื้นฐาน

กรุงเทพมหานครได้ริเริ่มและดำเนินกลุ่มโครงการเชิงรุกหลายด้านเพื่อรองรับนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชากรเมืองหลวง

โดยหนึ่งในเสาหลักสำคัญคือ "นโยบายเมืองเดินได้" ซึ่งในปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการปรับปรุงทางเท้าเสร็จสิ้นไปแล้วรวมเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร นอกเหนือจากการปรับผิวทางเท้าแล้ว ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินเท้าเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  • การพัฒนาทางเชื่อมที่มีหลังคาคลุม เพื่อป้องกันแดดและฝน
  • การพัฒนาปรับปรุงและบำรุงรักษาโครงการสะพานเขียวและทางเดินลอยฟ้า (Skywalk)
  • การดำเนินการทาสีทางเดินในซอยเพื่อกำหนดขอบเขตและความปลอดภัยที่ชัดเจน
  • การปรับปรุงทางม้าลายสัญจรทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร

ควบคู่กับการพัฒนาทางเดินเท้า กรุงเทพมหานครยังได้ทำ "โครงการ Bike Sharing" เพื่อให้บริการรถจักรยานสาธารณะสำหรับใช้งานร่วมกันในการสัญจรระยะสั้น และดำเนินนโยบายปรับลดความเร็วรถยนต์บนท้องถนนเพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้สัญจร

ในส่วนงานบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีปรับเปลี่ยนระบบจัดเก็บขนขยะโดยเริ่มนำรถเก็บขนขยะไฟฟ้า (EV) มาใช้งานเพื่อลดไอเสียจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และดำเนินโครงการเปลี่ยนหลอดไฟทางสาธารณะทั่วเมืองให้เป็นหลอด LED ประหยัดพลังงาน สำหรับระบบจัดการขยะภายในครัวเรือน มีการผลักดัน "โครงการไม่เทรวม" เพื่อรณรงค์คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางซึ่งช่วยลดกระบวนการจัดการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขยายพื้นที่สีเขียวและการขยายปอดของเมืองหลวง

นอกจากด้านระบบขนส่งและการสัญจรทางเลือกแล้ว นโยบายการขยายพื้นที่สีเขียวก็เป็นมาตรการหลักที่กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พลเมือง โดยมีมาตรการดำเนินงานที่เด่นชัดดังต่อไปนี้

  • โครงการสวน 15 นาที: เป็นการกระจายพื้นที่สาธารณะและสวนนันทนาการขนาดเล็กให้เข้าถึงชุมชนต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยในปัจจุบันมีสวนสาธารณะขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 530 แห่ง เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเดินมาพักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกายได้ภายในเวลา 15 นาทีจากที่พักอาศัย
  • การพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่า: กรุงเทพมหานครเปิดโอกาสให้เจ้าของที่ดินภาคเอกชนที่มีพื้นที่ว่างเปล่าที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์สามารถนำที่ดินมามอบให้ กทม. เข้าไปดำเนินการพัฒนาปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะประโยชน์สำหรับชุมชน
  • โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น: ปัจจุบันกรุงเทพมหานครร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินการปลูกต้นไม้ลงดินไปได้แล้วจำนวนสูงถึง 2.6 ล้านต้น ซึ่งมีปริมาณสูงเกินกว่าเป้าหมายแรกเริ่มที่ตั้งเอาไว้
  • การเพิ่มสวนป่าเมือง: กทม. มีแผนงานจัดทำโครงการเพิ่มสวนป่าล้อมเมืองอีกจำนวน 6 แห่ง พร้อมกันนี้ยังมีแผนงานเปลี่ยนพื้นที่บริเวณบ่อขยะอ่อนนุชเดิมให้กลายสภาพเป็นสวนป่าเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนและฟื้นฟูระบบนิเวศเมืองหลวงในระยะยาว

วิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนโครงการทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนเรื่องการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศจากเรื่องนโยบายเชิงสัญลักษณ์ระดับชาติให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตปกติของคนเมือง ผ่านแนวคิดการสร้างเมืองที่เดินได้ ปั่นได้ แยกขยะ และเข้าถึงสวนใกล้บ้านได้ง่ายขึ้น

“เชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเรามีความมุ่งมั่นและร่วมมือกัน เมืองจะดีขึ้น อนาคตจะยั่งยืน และเราอยากให้เมืองนี้สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว