การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังผลักดันให้เกิดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเพิ่มความต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างมาก
แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในสหรัฐซึ่งการผลิตพลังงานกำลังดิ้นรนเพื่อให้ทันกับความต้องการ และคาดการณ์ว่าอาจเกิดการขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 80 กิกะวัตต์ภายในปี 2030 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของตลาดใดตลาดหนึ่ง
ข้อมูลจากรายงานเรื่อง “การปิดช่องว่างด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูล” ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งที่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ วิธีการจัดหาพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อตอบสนองความต้องการด้าน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้บทสนทนาเรื่องนี้ มีความต่อเนื่องและได้ผลสรุปเป็นรูปธรรม ในงาน AixEnergy และ Gastech Bangkok 2026
จะนำความท้าทายนี้มาสนทนากัน ในงานเชื่อมโยงบริษัทเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ AI กับบริษัทพลังงาน ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูล และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน
สำหรับ AixEnergy และ Gastech นำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมด้านก๊าซธรรมชาติ, LNG, ไฮโดรเจน, เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ, การใช้พลังงานไฟฟ้า และ AI พร้อมทั้งพบปะกับองค์กรต่างๆ ที่กำลังพัฒนาพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตของ AI ในระยะต่อไป
สำหรับรายงาน “การปิดช่องว่างด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูล” หรือ CLOSING THE DATA CENTRE POWER GAP: LESSONS FROM THE US FOR A GLOBAL CHALLENGE เผยแพร่โดย เว็บไซต์ Gastech 2026 ระบุว่า แรงกดดันเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและการนำ AI ที่เร่งให้กำลังผลิตไฟฟ้าเข้าใกล้ขีดจำกัด ดังนั้นจึงต้องมีการขยายโครงข่าย การกำหนดเวลาการอนุญาต และทลายข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างปัญหาคอขวดการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความท้าทายด้านการจัดหาพลังงานคาร์บอนต่ำเพื่อส่งมอบให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
“แม้ว่าข้อมูลหลักๆ จะอยู่ที่สถานการณ์ในสหรัฐแต่ก็เป็นกรณีศึกษาที่ดีว่าความท้าทายพื้นฐานและความต้องการโซลูชันด้านพลังงานที่ปรับขนาดได้ เชื่อถือได้ และยั่งยืนนั้น และสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางในทุกภูมิภาค นั่นคือแนวทางแก้ปัญหาด้านพลังงานแห่งอนาคตที่มี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นตัวเร่ง” รายงานระบุ
ดังนั้น ปัญหาความต้องการไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นจาก AI และบทบาทของก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยี CCUS ที่ย่อมาจาก Carbon Capture, Utilization and Storage คือ เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน นั้น “สามารถเดินคู่กันไปได้”
โดยทางเลือกที่ศึกษา ได้แก่ พลังงานความร้อนใต้พิภพ, นิวเคลียร์, พลังงานหมุนเวียน+แบตเตอรี่ และก๊าซธรรมชาติ+CCUS ซึ่งรายงานประเมินว่า ก๊าซธรรมชาติที่ติดตั้ง CCUS เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพสูงในการรองรับความต้องการระดับใหญ่ภายในปี 2030 โดยเฉพาะในสหรัฐ
นั่นก็เพราะ CCUS สามารถดักจับ CO₂ จากโรงไฟฟ้า CCGT หรือ Combined Cycle Gas Turbine ที่เรียกว่า โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง นั้นได้ มากกว่า 90% และลดความเข้มข้นคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตได้ มากกว่า 70% ต่อ kWh ตามประมาณการในรายงาน
ทำให้ต้นทุนไฟฟ้า LCOE หรือ Levelized Cost of Energy คือ “ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วยตลอดอายุการใช้งาน” ของ CCGT ที่ติดตั้ง CCUS หลังคำนึงถึงแรงจูงใจทางภาษี อยู่ที่ประมาณ 65-80 ดอลลาร์/MWh สำหรับการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม และ ต่ำกว่า 120 ดอลลาร์/MWh สำหรับโรงไฟฟ้าใหม่
หาก 4 บริษัท Hyperscaler หรือ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล ระดับโลก รายใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ Google, Meta, Amazon และ Microsoft ใช้ทางเลือกด้านพลังงานอย่าง CCGT+CCUS เพื่อบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดปี 2030 นั้น จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 70-80 พันล้านดอลลาร์ และต้องมีพื้นที่จัดเก็บ CO₂ มากกว่า 105 ล้านตันต่อปี แต่นั่นก็แลกมาด้วย ความอยู่รอดของทั้งธุรกิจและความยั่งยืน



