เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนรูปแบบการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนในเอเชีย ขณะเดียวกัน "ผู้หญิง" และ "ผู้นำที่มีความหลากหลายทางเพศ" ต้องเผชิญการคุกคามออนไลน์ การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน และความรุนแรงผ่านเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้เสียงของคนกลุ่มนี้ถูกลดทอนและออกจากพื้นที่สาธารณะ
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกในเวทีเสวนา “Gender and Politics in the Digital Era” โดย Colmena Fund (กองทุนสาธารณะระดับโลกที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐาน) และสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากคนในภูมิภาค พร้อมการหารือบทบาทของภาครัฐ แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และภาคประชาสังคมในการสร้างพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม
ความเท่าเทียม คือรากฐานของประชาธิปไตย
"แซราห์ เอย์ลิง" (Sarah Ayling) รักษาการรองหัวหน้าภารกิจ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสิทธิสตรีและเด็กหญิงว่าเป็นหัวใจหลักของนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักร และเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยจะเติบโตได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อผู้หญิงสามารถมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะได้อย่างเต็มภาคภูมิ ปลอดภัย และเท่าเทียม
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สตรีมีส่วนร่วมในรัฐสภาเฉลี่ยเพียงร้อยละ 22 ขณะที่ในประเทศไทยตัวเลขนี้ยังไม่ถึงร้อยละ 20 ซึ่งการมีส่วนร่วมของสตรีไม่ใช่เพียงเรื่องความเท่าเทียม แต่เป็นความจำเป็นต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ แม้โลกดิจิทัลจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการรณรงค์ แต่ภัยคุกคามที่ตามมา เช่น การบิดเบือนข้อมูลและการละเมิดผ่านรูปภาพ กำลังรุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มสตรีอายุน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์
"เมื่อผู้หญิงถูกบีบให้ต้องถอนตัวจากการอภิปรายสาธารณะ หรือจำกัดการมีส่วนร่วมเพราะความกลัวจากการถูกละเมิดทางออนไลน์ เราจะสูญเสียทั้งเสียง มุมมอง และภาวะผู้นำที่ประชาธิปไตยต้องการอย่างยิ่ง ในยุคที่ AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนจากเพียงแค่การทำความเข้าใจปัญหาไปสู่การสร้างแนวทางแก้ไขและพันธมิตร คือสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในขณะนี้"
เมื่อความรุนแรงคือ "อากาศ" ในเกาหลีใต้
"จาง ฮเย-ยอง" (Jang Hye-yeong) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกาหลีใต้ นักสิทธิมนุษยชน และผู้ก่อตั้ง Mong ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ทรงพลังในฐานะนักการเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง TFGBV (Technology-Facilitated Gender-Based Violence) หรือ ความรุนแรงบนพื้นฐานแห่งเพศที่เกิดขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
ความรุนแรงเหมือนกับอากาศที่อยู่ในห้องนี้ เพราะมันเกิดขึ้นเป็นปกติในทุก ๆ วัน ความรุนแรงที่เธอเผชิญตอนเป็นยูทูบเบอร์นั้นเทียบไม่ได้เลยกับเมื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมือง ซึ่งขนาดและความรุนแรงของการโจมตีขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาล
"ฮเย-ยอง" ยกตัวอย่างสะเทือนใจในคดีล่วงละเมิดทางเพศของอดีตนายกเทศมนตรีกรุงโซลในปี 2020 ซึ่งเหยื่อเป็นเลขานุการส่วนตัว หลังจากนายกเทศมนตรีฆ่าตัวตาย สังคมและนักการเมืองส่วนใหญ่กลับไปร่วมงานศพเพื่อแสดงความไว้อาลัย แต่เธอเลือกที่จะไม่ไปเพื่อยืนหยัดเคียงข้างเหยื่อ ผลที่ตามมาคือเธอถูกโจมตีอย่างหนักแม้กระทั่งจากผู้ที่เคยสนับสนุนเธอเอง
"มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด แต่มันสร้างปฏิกิริยาสะท้อนกลับทุกครั้งที่ฉันจะโพสต์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ฉันจะรู้สึกถึงความทุกข์ที่รออยู่ข้างหน้าทันที ผลกระทบนี้ลามไปถึงพรรคการเมืองที่เริ่มมีทัศนคติแบบอนุรักษนิยมมากขึ้นเพราะความกลัวว่าจะถูกโจมตีออนไลน์"
2 มาตรฐานในฟิลิปปินส์ และการล่าแม่มด
"เจอรัลดีน โรมัน" (Geraldine Roman) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฟิลิปปินส์ และประธานคณะกรรมาธิการสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ ในฐานะสตรีข้ามเพศคนแรกในสภาฟิลิปปินส์ ต้องเผชิญกับการนำอัตลักษณ์ทางเพศมาเป็นอาวุธเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนโยบายที่เธอขับเคลื่อน ถูกโจมตีด้วยข่าวปลอมและการดูหมิ่นเรื่องศีลธรรมอย่างรุนแรง เช่น การอ้างความเชื่อทางศาสนามาตัดสินว่าเธอเป็นคนบาป
"เจอรัลดีน" ตั้งข้อสังเกตถึงวัฒนธรรมสองมาตรฐาน โดยระบุว่า ผู้ชายมักถูกวิจารณ์เรื่องผลงาน แต่ผู้หญิงมักถูกโจมตีที่ศีลธรรมและความอับอายในที่สาธารณะ
นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลสำคัญว่า เอเชียเป็นพื้นที่ที่มี "โรงงานโทรลล์" (กลุ่มหรือองค์กรที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการโจมตีทางออนไลน์อย่างเป็นระบบและมีการประสานงานกัน) หนาแน่นที่สุดในโลก และสงสัยว่ารัฐบาลบางแห่งอาจสนับสนุนหรือปล่อยปละละเลยเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
ข้อเสนอหลักของ "เจอรัลดีน" คือการสร้างกรอบทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยต้องนิยามความรุนแรงทางดิจิทัลให้ชัดเจน กำหนดระเบียบปฏิบัติ และบทลงโทษ เพื่อให้เหยื่อรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร
"ขณะที่สมาชิกชายมักจะออกตีโพยตีพายเมื่อถูกวิจารณ์ออนไลน์ แต่สมาชิกหญิงกลับเป็นกลุ่มที่ทำงานอย่างเงียบเชียบเพื่อมองหาทางออกที่ยั่งยืนมากกว่าการแค่ระบายอารมณ์"
เทคโนโลยีขยายความเกลียดชังในมาเลเซีย
"ฟาเอซราห์ ริซัลมัน" (Faezrah Rizalman) รองประธานพรรคมูดา และวิศวกรซอฟต์แวร์ ให้มุมมองว่า เทคโนโลยีไม่ได้สร้างอคติขึ้นมาใหม่ เพราะมันมีอยู่แล้วหลายศตวรรษ แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันได้เข้ามาทำหน้าที่เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ความเกลียดชังเหล่านั้นถูกผลิตซ้ำ ขยายขนาด และแพร่กระจาย ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
"ปัจจุบันการโจมตีไม่ได้มาจากคนไม่กี่คน แต่เป็นการโจมตีแบบประสานงาน ที่ใช้บัญชีจำนวนมากส่งข้อความเดียวกันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ"
"ฟาเอซราห์" เล่าถึงกรณีเพื่อนร่วมพรรคที่ถูกถล่มทางออนไลน์ทันทีที่ประกาศตัวเป็นผู้สมัคร ทั้งที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน เพียงเพราะฝ่ายตรงข้ามต้องการกำจัดคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม หรือกรณีของผู้นำพรรคที่ถูกคุกคามจนลามไปถึงครอบครัวและคู่หมั้น
"ทางออกของเราต้องไม่ใช่แค่การบอกให้ผู้หญิง 'อดทน' เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง เราต้องคุยกันว่าสถาบันต่าง ๆ จะปกป้องการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยให้ดีขึ้นได้อย่างไร"
อินเดีย ระบบนิเวศแห่งความรุนแรง
"สุกันธา พาร์มาร์" (Sugandha Parmar) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์เพื่อเพศสภาพและการเมืองเอเชียใต้ กล่าวว่า แม้รูปแบบความรุนแรงจะยังเป็นเรื่องเดิม ๆ เช่น การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือการข่มขู่คุกคามทางเพศ แต่วิธีการนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เธอกังวลที่สุดคือ "ช่องว่างด้านความเร็ว" โดยผู้โจมตีมักจะฝึกฝนตัวเองให้ก้าวล้ำกว่านโยบายความปลอดภัยของบริษัทเทคโนโลยีอยู่เสมอ
"TFGBV คือ ระบบนิเวศ ที่ประกอบด้วย คนสั่งการ คนจ่ายเงิน คนรับจ้าง คนที่เลือกจะเงียบ และระบบที่ล้มเหลวในการจัดการ ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องทำทั้งระบบ ในโลกยุค AI ที่ดูเหมือนประชากรดิจิทัลจะขยายจาก 8 พันล้านเป็น 1.8 หมื่นล้านบัญชี การจัดการแบบเดิมจึงไม่เพียงพอ
ข้อเสนอสำคัญของ "สุกันธา" คือ "การสร้างพันธมิตรข้ามบริษัท" โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องเลิกมองกันเป็นแค่คู่แข่ง แต่ต้องแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาณอันตรายข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการโจมตีแบบประสานงานได้อย่างทันท่วงที
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงทางเพศผ่านเทคโนโลยีไม่ใช่เพียงเรื่องของ "คำด่า" ในโลกออนไลน์ แต่เป็นเครื่องมือที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ "ทำให้ผู้หญิงเงียบเสียงลง" เพื่อไม่ให้มีบทบาทในการกำหนดอนาคตของประเทศ การปกป้องประชาธิปไตยในยุคดิจิทัลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เหยื่อต้องเข้มแข็งเพียงลำพัง แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบกฎหมาย นโยบายพรรคการเมือง และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยให้แก่ทุกคน



