“อาเซียน” เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนสุดขั้ว และแห้งแล้งยาวนานผิดปรกติในช่วงปี 2026-27 “ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีโอกาสสูงถึงเกือบ 70% ที่จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมานับตั้งแต่ปี 1950 โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ตามข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA)
สาเหตุหลักที่ทำให้เอลนีโญในรอบนี้แตกต่างและน่ากังวลกว่าครั้งใด ๆ เป็นเพราะอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยความร้อนจากมหาสมุทรจะถ่ายเทสู่ชั้นบรรยากาศผ่านเมฆและหยาดน้ำฟ้า ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวกับ CNA ว่า “เราไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ต่อให้เราจะเคยเจอซูเปอร์เอลนีโญในอดีต แต่นั่นเกิดขึ้นก่อนที่โลกจะร้อนถึงระดับปัจจุบัน เหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นบนโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.4-1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะรุนแรงกว่ามากอย่างไม่ต้องสงสัย”
เนื่องจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชี้ว่า อาเซียนอาจเผชิญกับสภาวะที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์ในปี 1997-1998 ที่เคยเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งปกคลุมประเทศเพื่อนบ้านด้วยหมอกควันหนาแน่น ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์
พอล เท็ง นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันไอซีเอเอส-ยูซุฟ อิสฮัก คาดการณ์ว่าผลผลิตทางการเกษตรในอาเซียนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง “ข้าว” ที่อาจลดลง 2-8% เมื่อเทียบกับปีปรกติ ขณะที่ น้ำมันปาล์มในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ครองส่วนแบ่งตลาดโลก 85% จะได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดช่อผลและการสกัดน้ำมันในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า
รศ.ดร.เสรีกล่าวว่า ในปี 2570 ปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยจะผันผวนอย่างหนัก และหลังจากที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญถึงจุดสูงสุด ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจะตามมาในอีก 4-6 เดือนข้างหน้า
“เมื่อฤดูร้อนของประเทศไทยมาถึง อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หลังจากกลางปีหน้า ฝนตกหนักจะกลับมา ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 100-200 ปี” เขากล่าวโดยอ้างอิงจากแบบจำลองของเขาที่คาดการณ์ถึงการกลับมาของสภาพอากาศที่ชื้นขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน จากไฟป่าและไฟในพื้นที่พรุ เฮเลนา วาร์กคีย์ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมาลายา ชี้ว่า “เอลนีโญขนาดใหญ่จะเพิ่มโอกาสในการเกิดหมอกควันรุนแรง ซึ่งจะซ้ำเติมความยากลำบากและเพิ่มความเสี่ยงด้านสาธารณสุขให้กับประชากร”
อุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้าง ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและภาคการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
วิกฤติสภาพอากาศครั้งนี้ ยังซ้ำเติมด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ราคาปุ๋ยและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอยู่ก่อนแล้ว เจสัน ลี ประธานเครือข่ายข้อมูลความร้อนและสุขภาพโลกประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตือนว่า “สิ่งที่เริ่มจากแรงกระแทกในระดับฟาร์มสามารถลุกลามกลายเป็นวิกฤติราคาอาหารและเงินเฟ้อเชิงระบบไปทั่วภูมิภาค”
งานวิจัยของ Bloomberg Economics ที่อ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีตระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงอาจทำให้เงินเฟ้อผู้บริโภคในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเกือบ 2% โดยส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บเกี่ยวที่ลดลงทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น ภาวะนี้บีบให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ในขณะที่ภาคธุรกิจและงบประมาณภาครัฐกำลังตึงตัวจากภาระหนี้และเงินอุดหนุนพลังงาน
วิกฤติทางเศรษฐกิจจากซูเปอร์เอลนีโญ สามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองได้ เจสัน ลี กล่าวเสริมว่า “ตามประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อราคาข้าวและเชื้อเพลิงพุ่งสูงเกินขีดจำกัด ความสิ้นหวังของประชาชนจะเปลี่ยนเป็นความวุ่นวายทางการเมืองอย่างรวดเร็ว”
ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการประท้วงในอินโดนีเซียต่อต้านการขึ้นราคาเชื้อเพลิง และความตึงเครียดทางการเมืองในฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤติค่าครองชีพ
ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้ จะทำให้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วรุนแรงขึ้น เช่น ความยากจนและความไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงราคาอาหารที่สูงขึ้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจ การพลัดถิ่น ห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง และเงินทุนช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ลดลง ตามรายงานของ CARE (Cooperative for Assistance and Relief Everywhere) องค์กรด้านมนุษยธรรมระดับโลก
ราม ดาส ผู้อำนวยการประจำประเทศของ CARE บังกลาเทศ กล่าวกับ CNA ว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนี้น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ภาวะขาดแคลนอาหารอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว และทรัพยากรด้านมนุษยธรรมก็กำลังตึงเครียดอย่างหนัก”
ขณะเดียวกัน “ปรากฏการณ์เกาะความร้อน” (Urban heat island effect) ในเขตเมือง จะทำให้คลื่นความร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพื้นผิวคอนกรีตและแอสฟัลต์ที่ดูดซับความร้อนไว้ รัฐบาลแต่ละประเทศ จำเป็นต้องกำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด สำหรับผู้ใช้แรงงานกลางแจ้งเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดที่อาจถึงขั้นเสียชีวิต โดยในขณะนี้ สิงคโปร์ได้กำหนดให้คนงานกลางแจ้งต้องพักอย่างน้อย 10 นาทีทุกชั่วโมงหากค่าความเครียดจากความร้อนพุ่งสูง
รับมือซูเปอร์เอลนีโญ
“SpaceAI” เป็นการผสานรวมปัญญาประดิษฐ์กับเทคโนโลยีอวกาศ สามารถนำมาใช้ช่วยรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญได้ โดยการเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลจากดาวเทียมให้เป็นข้อมูลเชิงพยากรณ์ที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจ เช่น การใช้ข้อมูลความชื้นในดินและสุขภาพพืชพรรณ สำหรับระบุพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ก่อนที่ไฟจะลุกลาม
สิงคโปร์จัดตั้งสำนักงานอวกาศแห่งชาติสิงคโปร์ (NSAS) ในปี 2026 เพื่อรวมศูนย์การจัดการและสร้างบุคลากรด้านอวกาศและเอไอ รัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการส่งดาวเทียมกลุ่ม NeuSAR-2 ที่สามารถตรวจวัดพื้นผิวโลกได้ทุกสภาพอากาศทั้งกลางวันและกลางคืน
สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ระบุว่าระบบการประสานงานมีความเข้มแข็งขึ้นกว่าทศวรรษก่อน ปัจจุบันมีการแชร์ข้อมูลจากสถานีตรวจวัด 80 แห่ง ข้อมูลจากจีน และข้อมูลการดำเนินงานจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ 13 แห่ง เพื่อให้รัฐบาลในลุ่มน้ำโขงสามารถพยากรณ์และบริหารจัดการน้ำที่ขาดแคลนร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในระดับประเทศ รัฐบาลต่าง ๆ เริ่มขยับตัว เช่น อินโดนีเซียที่แจกจ่ายปั๊มน้ำกว่า 100,000 ตัวและซ่อมแซมระบบชลประทานขนานใหญ่ ส่วนฟิลิปปินส์กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานการชลประทาน และจัดทำกรอบการเตรียมความพร้อมระดับชาติ ขณะที่เวียดนามให้ความสำคัญกับการกักเก็บน้ำจืดในพื้นที่เปราะบาง อย่างดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเพื่อรับมือกับการรุกตัวของน้ำเค็ม
แต่สำหรับประเทศไทย ผศ.ดร.อารียา โอบิเดียกวู รองหัวหน้าภาควิชาฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับ CNA ว่า ไทยเน้นทำการวิจัยแต่ยังไม่มีการนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.ดร. เสรีที่กังวลว่าหากรัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างชัดเจน พวกเขาก็จะไม่สามารถทำเกษตรในช่วงภัยแล้งได้
ที่มา: CNA, CNN, DW, Fortune, The New York Times



