ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน หรือตรงกับ พ.ศ.2564 องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศ ‘ปฏิญญาลอนดอน’ (London Declaration) คำมั่นสัญญาที่จะผนวกประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เข้าไปในกระบวนการจัดทำ และทบทวนมาตรฐานสากลทุกฉบับ ไม่ใช่เพียงแค่จำกัดอยู่ในกลุ่มงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือพลังงานเฉพาะทางอีกต่อไป
ผ่านมาถึง พ.ศ.2569 นับเป็นเวลาครบ 5 ปีเต็มของการขับเคลื่อน ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่แค่ตัวเลขของคู่มือสีเขียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ ‘รากฐาน’ ของการสร้างมาตรฐานโลก ที่ดึงเอาวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศเข้ามาเป็นแกนกลางในการออกแบบกติกาเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลก
จากเรื่องเฉพาะทาง สู่โจทย์ใหญ่ทุกภาคเศรษฐกิจ
ในอดีต เมื่อพูดถึงมาตรฐานด้านภูมิอากาศ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรื่องการบัญชี และการรายงานก๊าซเรือนกระจก การจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 หรือเรื่องพลังงานหมุนเวียน แต่ความเป็นจริงในปัจจุบัน วิกฤติภูมิอากาศได้ขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง และมีผลกระทบต่อเกือบทุกมิติทางเศรษฐกิจ
- โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทาน: มาตรฐานต้องออกแบบเผื่อสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน และซัปพลายเชนทั่วโลกไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดภัยพิบัติ
- ภาคการผลิต การเกษตร และเทคโนโลยี: การกำหนดวัสดุ วิธีการผลิต หรือกระบวนการเกษตรสมัยใหม่ จำเป็นต้องคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
- การประเมินความเสี่ยงทางการเงิน: สถาบันการเงิน และตลาดทุนทั่วโลกเริ่มใช้มาตรฐานสากลเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate-related Financial Risks) ในการปล่อยสินเชื่อ และการลงทุน
ผลสำรวจล่าสุดเมื่อ พ.ศ.2568 ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการทางเทคนิคของ ISO ส่วนใหญ่เริ่มผสานประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไปในกระบวนการพัฒนามาตรฐานแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้กลายเป็นมาตรฐานปฏิบัติขั้นพื้นฐาน (Standard Practice) แทนที่จะเป็นเพียงออปชันเสริมที่หยิบมาใช้เฉพาะกิจ
การขยับตัวของประเทศไทย และบทบาทของ สมอ.
ในส่วนของประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในฐานะหน่วยงานสมาชิกของ ISO ได้ขับเคลื่อนทิศทางดังกล่าวให้สอดคล้องกับเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยตระหนักถึงมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้า และกติกาใหม่ของคาร์บอนข้ามแดน
ที่ผ่านมา สมอ. ได้นำมาตรฐานสากลที่สำคัญมาปรับใช้ และเผยแพร่ในประเทศ เช่น ชุดมาตรฐานการจัดการก๊าซเรือนกระจก (ISO 14064) มาตรฐานการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (ISO 14040/14044) รวมถึงมาตรฐานความเป็นกลางทางคาร์บอน (ISO 14068-1) ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจไทย ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีเครื่องมือที่น่าเชื่อถือในการวัดผล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีการค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
สร้าง ‘ภาษาเดียวกัน’ เพื่อขับเคลื่อนการลงมือทำ
มาตรฐานสากลทำหน้าที่เปรียบเสมือน “ภาษาเดียวกัน” ที่ช่วยให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคมทั่วโลก สามารถแปลเป้าหมายระดับมหภาคให้กลายเป็นระบบ และการวัดผลที่ปฏิบัติได้จริง การร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยพิบัติ จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานที่ออกมาจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อย่างไรก็ตาม เส้นทางในอีก 5 ปีข้างหน้ายังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องสะสาง เนื่องจากความคืบหน้าในการนำมาตรฐานไปปฏิบัติจริงในแต่ละภาคส่วนยังมีความเหลื่อมล้ำ เป้าหมายในระยะต่อไปของ ISO และสมาชิกทั่วโลกจึงมุ่งเน้นไปที่ “ความลึก ความสม่ำเสมอ และสเกลที่กว้างขึ้น” เพื่อสนับสนุนให้คณะกรรมการชุดต่างๆ มีเครื่องมือ และองค์ความรู้ที่พร้อมใช้งานอย่างแท้จริง
บทเรียนตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถถูกวางไว้เป็นเพียงงานริมขอบของระบบเศรษฐกิจได้อีกต่อไป แต่ต้องถูกหลอมรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจทุกประเภท เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า ปฏิญญาลอนดอนเริ่มต้นจากคำมั่นสัญญา แต่วิถีใหม่ของโลกหลังจากนี้จะถูกเขียนขึ้นด้วย ‘การลงมือทำจริง’
ที่มา : International Organization for Standardization (ISO)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



