วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

พม. พลิกโฉมงานคุ้มครองเด็ก กางโรดแมป 'Community-led' สู้ 3 วิกฤติใหญ่

พม. ปรับยุทธศาสตร์คุ้มครองเด็กใหม่เป็นแบบ "ชุมชนนำการเปลี่ยนแปลง" (Community-led) เพื่อแก้ปัญหา 3 วิกฤติหลัก คือ ความรุนแรงในครอบครัว สุขภาพจิต และยาเสพติด

KEY POINTS

  • พม. ปรับยุทธศาสตร์คุ้มครองเด็กใหม่เป็นแบบ "ชุมชนนำการเปลี่ยนแปลง" (Community-led) เพื่อแก้ปัญหา 3 วิกฤติหลัก คือ ความรุนแรงในครอบครัว สุขภาพจิต และยาเสพติด
  • โรดแมปใหม่มุ่งเน้น 5 เสาหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก อาทิ การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ การเข้าถึงสัญชาติ ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย และการศึกษาเพื่ออาชีพ
  • ส่งเสริมบทบาทเยาวชนให้เป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" และร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใน 13 จังหวัดเป้าหมาย

กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชนอย่างแท้จริง เร่งแก้ปัญหาสุขภาพจิตและความรุนแรงในครอบครัว พร้อมยืนยันหลักการ "ลงทุนในมนุษย์ทุกคน" ไม่ว่าสัญชาติใด คือการสร้างผลกำไรให้ประเทศอย่างยั่งยืน

เธียรทอง ประสานพานิช ผู้อำนวยการกองคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรมกิจการเด็กและเยาวชน (พม.) กล่าวในงาน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย(World Vision Foundation of Thailand) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปีงบประมาณ 2026 – 2030  ว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย โดยชูประเด็น การนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) มาเป็นกรอบหลักในการดำเนินงานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

วิเคราะห์ 3 วิกฤติต้นเหตุเด็กเข้าสู่ระบบคุ้มครอง

จากฐานข้อมูลการทำงานพบว่า ปัจจุบันเด็กที่ต้องเข้าสู่ระบบการคุ้มครองมีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัญหาที่ซ้อนทับกัน คือ ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิต และปัญหาสารเสพติด ซึ่งทาง พม. ระบุชัดเจนว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อมและชุมชนที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

ด้วยเหตุนี้ ยุทธศาสตร์การคุ้มครองเด็กระดับชาติจึงต้องปรับเข็มทิศใหม่ โดยมุ่งเน้นที่ 5 เสาหลัก คือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ, การเข้าถึงสถานะบุคคลและสัญชาติ, การมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย, การจัดการศึกษาเพื่ออาชีพในอนาคต และการมีสุขภาพกาย-ใจที่สมบูรณ์,

จาก “ผู้รับบริการ” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง”

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการปรับแนวคิดการทำงานกับชุมชน จากเดิมที่มองว่าชุมชนเป็นเพียงฐานรองรับ (Community-based) มาสู่การเป็น “ชุมชนนำการเปลี่ยนแปลง” (Community-led) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวและเพิ่มทักษะให้พ่อแม่สามารถดูแลลูกได้อย่างเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโมเดล “จังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็ก” (Child-Friendly Province) รวมถึงระดับตำบลและชุมชน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโตของเด็กในทุกมิติ โดยจะมีการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเข้าถึงสิทธิต่างๆ ทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ลงทุนใน “มนุษย์” คือกำไรของชาติ

ในประเด็นความท้าทายเรื่องเด็กกลุ่มเปราะบางและเด็กไร้สัญชาติ ทาง พม. ได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจว่า แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทายในเชิงนโยบาย แต่กระทรวงฯ เชื่อมั่นว่าการลงทุนในมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ในไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็ตาม คือการลงทุนที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติในระยะยาวอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานะบุคคลเปรียบเสมือน “ประตู” บานแรกที่จะนำพาเด็กไปสู่สิทธิสวัสดิการและการคุ้มครองอื่นๆ

พลังเยาวชน หุ้นส่วนที่ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ

เธียรทอง ยอมรับถึงพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของการมีส่วนร่วม โดยระบุว่าปัจจุบันเด็กและเยาวชนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ป้ายประกาศ” หรือตัวประกอบในกิจกรรมของรัฐอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสภาเด็กและเยาวชนที่มีบทบาทในการออกแบบโปรเจกต์และโปรแกรมต่างๆ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าที่ผู้ใหญ่คิด ซึ่งทาง พม. พร้อมที่จะสนับสนุนบทบาทนี้อย่างต่อเนื่องผ่านทางสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ

ผนึกกำลังภาคเอกชน-เอ็นจีโอ ขยายผล 13 จังหวัดยุทธศาสตร์

สำหรับการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ พม. เตรียมผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อนำโปรแกรมพัฒนาอาชีพและทักษะชีวิตเข้าไปบรรจุไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด โดยเฉพาะใน 13 จังหวัดยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่เป็นระบบเครือข่ายและมีความยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพาระบบราชการเพียงฝ่ายเดียว

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กทุกคนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เด็กทุกคนคือลูกหลานของชุมชน