“ยุโรป” กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ จาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย “คลื่นความร้อน” และ “ภัยแล้ง” ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ของทวีปอย่าง แม่น้ำไรน์ และแม่น้ำดานูบลดต่ำเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ลามไปถึงการผลิตไฟฟ้าเพื่อการอุปโภคบริโภค บีบให้รัฐบาลหลายประเทศต้องหาวิธีรับมือในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากภัยแล้ง
“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่ผลิตไฟฟ้าถึง 25% ของความต้องการทั้งหมดในสหภาพยุโรปกำลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก “ความร้อนสุดขั้ว” ทำให้แม่น้ำหลายสายมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะใช้ในระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์อย่าง “ฝรั่งเศส” จำเป็นต้องสั่งปิดเตาปฏิกรณ์ชั่วคราวถึง 3 แห่ง เพื่อป้องกันความเสียหายจากระบบที่ร้อนจัดและรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยาของแม่น้ำ
ส่วนฮังการีเจอวิกฤติพลังงานรุนแรง ถึงขั้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พากส์ ซึ่งจ่ายไฟฟ้าเป็นสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของการบริโภคในประเทศ ต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือเพียง 12% นายกรัฐมนตรี เปเตอร์ มอจยอร์ กล่าวว่า “เราเกือบจะต้องปิดโรงไฟฟ้าพากส์ลงทั้งหมดในช่วงเช้ามืด เนื่องจากระดับน้ำขาดไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร โชคดีที่ระดับน้ำหยุดลดระดับลงก่อน” แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำเพียงสายเดียว
ขณะที่ กองทัพเรือโรมาเนีย ดำเนินภารกิจระเบิดใต้น้ำ เพื่อทำลายแนวหินและขุดลอกร่องน้ำในแม่น้ำดานูบ โดยมีเป้าหมายคือการเบี่ยงทิศทางน้ำให้ไหลเข้าสู่ระบบหล่อเย็นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์นาโวดามากขึ้น หลังจากที่ต้องปิดเตาปฏิกรณ์ไปแล้วหนึ่งเครื่อง เนื่องจากระดับน้ำในสาขาย่อยของแม่น้ำลดลงจนวิกฤติ
ดร.เคที ฮัฟฟ์ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบสองด้านพร้อมกัน คือระดับน้ำที่ต่ำทำให้ขาดน้ำสำหรับหล่อเย็น และอุณหภูมิน้ำที่สูงอยู่แล้วทำให้โรงไฟฟ้าไม่สามารถระบายน้ำอุ่นกลับสู่แม่น้ำ ได้ตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
เธอย้ำว่าสภาวะนี้ไม่เพียงแต่กระทบนิวเคลียร์ แต่ยังรวมถึงโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่ต้องใช้น้ำหล่อเย็น และแม้แต่แผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเจอความร้อนจัด
พลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ก็เริ่มได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยในประเทศเซอร์เบีย การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนพลังน้ำหรือโรงไฟฟ้าไฮโดร ลดลงเหลือเพียง 20% ของความสามารถในการผลิต นอกจากนี้ เมื่อ “แม่น้ำดานูบ” แห้งขอด ยังทำให้ซากเรือรบนาซี สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่บรรจุวัตถุระเบิดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ สร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมให้กับการเดินเรือ
ทางด้าน “แม่น้ำไรน์” ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศเยอรมนี กำลังอยู่ในภาวะอัมพาตบางส่วน ที่จุดวัดเคาบ์ระดับน้ำลดลงเหลือเพียง 24 เซนติเมตร นับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 150 ปี และต่ำมากจนไม่สามารถเดินเรือได้ โดยระดับน้ำสำหรับการเดินเรืออยู่ที่ 78 เซนติเมตร ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าต้องลดน้ำหนักบรรทุกเพื่อป้องกันการเกยตื้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมหนัก
ลิซ แซกคอชเชีย จากสถาบันทรัพยากรโลกกล่าวว่า “เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญลดลง ผลกระทบจะขยายวงกว้างไปไกลกว่าแค่ทางน้ำ เรากำลังเห็นผลกระทบที่รุนแรงต่อการขนส่งพืชผลทางการเกษตร การเดินทางของเรือสำราญ และความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับ และการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูง”
ผลกระทบรอบด้าน
ระดับน้ำที่ลดต่ำลง ส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจ สเตฟาน คูธส์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ประเมินว่าระดับน้ำที่ต่ำในแม่น้ำไรน์เพียงอย่างเดียวอาจฉุดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีลงได้ถึง 0.2% ในไตรมาสที่สาม โดยมูลค่าความสูญเสียอาจสูงถึง 2,000 ล้านยูโร เนื่องจากความล่าช้าในภาคการผลิตและการเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางรางหรือถนนที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อที่ยุโรปกำลังเผชิญอยู่
เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยบริษัทผลิตรถยนต์อย่าง Audi ในฮังการี และโรงงาน Ford ในโรมาเนีย ต่างต้องประกาศลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนรัฐบาลในประเทศแถบบอลข่าน เริ่มมีคำสั่งให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระงับการผลิตชั่วคราวในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไว้
ภัยแล้งยังเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสาธารณะอย่างรุนแรง จากเหตุไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ ในประเทศกรีซ นักดับเพลิงกว่า 500 คนต้องต่อสู้กับไฟป่าท่ามกลางความร้อนจัด ซึ่งคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ไปแล้วหลายนาย ขณะที่ในแคว้นฌีรงด์ ของฝรั่งเศส ความร้อนและไฟป่าได้ทำให้เจอระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ฝังอยู่ในป่า สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดและประชาชนที่พยายามกลับเข้าที่พักอาศัย
ท่ามกลางวิกฤตินี้ ทำให้แต่ละประเทศต้องหาทางปรับตัว เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โบฮูนิซ ในสโลวาเกียใช้ระบบหอระบายความร้อน ที่ใช้ระบบน้ำหมุนเวียนปิด ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำลดลงมากนัก ต่างจากระบบดึงน้ำจากแม่น้ำโดยตรงที่ใช้อยู่ในฝรั่งเศสหรือฮังการี ทำให้ต้องการปริมาณน้ำจากธรรมชาติลดลงอย่างมาก
ส่วนบัลแกเรีย สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานไว้ได้ดีเยี่ยม เนื่องจากการลงทุนในระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ โดยมีกำลังการผลิตถึง 3.4 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตทั้งหมด ระบบนี้ช่วยให้บัลแกเรียสามารถบริหารจัดการช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานราคาแพงในช่วงวิกฤติ
โวโลดีมีร์ โคโลชา ประธานสมาคมนิวเคลียร์ยูเครน กล่าวว่า “การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นรากฐานพื้นฐานของอิสรภาพทางพลังงานในยุโรป” เขาเน้นย้ำว่าหากสินทรัพย์ในการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถทำงานได้ในช่วงที่มีสภาพอากาศสุดขั้ว ความมั่นคงของประเทศจะเปราะบาง จนตกอยู่ภายใต้ความผันผวนของตลาดพลังงานภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยุโรปต้องเร่งแก้ไขในระยะยาว
ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจยุโรป การลงทุนในระบบหล่อเย็นที่ทันสมัย แบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ และการกระจายความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบที่ยืดหยุ่นต่อความร้อนและความแล้ง ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปีต่อจากนี้
ที่มา: CNBC, DW, Independent, NPR



