การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในชนบทกำลังเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรไทย แต่สำหรับ "วิเชียร พรมทุ่งค้อ" ผู้นำวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ วิกฤติดังกล่าวกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาบ้านเกิดผ่านโครงการเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งและยากจนให้เป็นแหล่งปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ (Hass) คุณภาพสูง หนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ผลิตหลักของประเทศไทย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้สมาชิกกว่า 50 ครอบครัว พร้อมเป็นต้นแบบการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้การสนับสนุนของ กลุ่มเซ็นทรัล
จุดเริ่มต้น ตั้งใจสร้าง “ความยั่งยืน” ให้ชุมชน
"วิเชียร" ให้สัมภาษณ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' โดยเล่าย้อนให้ฟังว่า พื้นเพเดิมเป็นคนจังหวัดสุราษฎร์ธานีและประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ และในปี พ.ศ. 2535 ได้ตัดสินใจเข้าสู่พื้นที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อหาแนวทางสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ในช่วงแรกเขาเริ่มพัฒนาโครงการ “บ้านดินชัยภูมิ” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
โดยก่อสร้างสโมสรและบ้านพักจากดินกว่า 50 หลังเพื่อให้ชาวบ้านบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม พบว่าปัญหาที่แท้จริงของชุมชนคือการขาดทางเลือกในอาชีพ และชาวบ้านส่วนใหญ่กลายเป็นเพียงแรงงานในแหล่งท่องเที่ยวของตนเองโดยไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง
“เราเห็นว่าเมื่อสังคมภายนอกเข้าไปในพื้นที่ คนในพื้นที่ทั้งหมดจะเป็นได้แค่แรงงานสำหรับคนประชากรแฝงที่เข้าไปอยู่ที่นั่น เราจึงคุยกับชุมชนว่าเราจะสร้างที่ท่องเที่ยวเอง ให้คนในพื้นที่เป็นเจ้าของรายได้และเป็นเจ้าของที่ดินอย่างแท้จริง”
“ไบโอชา” กุญแจสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ
หัวใจสำคัญที่ทำให้สวนเทพพนาโดดเด่นคือการใช้ “ไบโอชา” (Biochar) หรือถ่านชีวภาพคุณภาพสูง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาช่วยส่งเสริม ไบโอชาที่นี่ผลิตจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยอุณหภูมิสูงถึง 400-500 องศาเซลเซียส จนเกิดรูพรุนจำนวนมากและมีคุณสมบัติเป็นประจุไฟฟ้า
"ไบโอชาว่าเปรียบเสมือน 'บ้านของจุลินทรีย์' และ 'ฟองน้ำใต้ดิน' เมื่อนำไปใส่ที่โคนต้นไม้จะช่วยกักเก็บน้ำได้มากกว่าปกติถึง 60-70% ทำให้ลดการใช้น้ำลงอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพดินและให้สารอาหารแก่ต้นไม้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง กระบวนการนี้สอดคล้องกับแนวคิดเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เพราะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างระบบนิเวศที่สมดุล"
นอกจากนี้ ทางวิสาหกิจชุมชนยังมีเป้าหมายในการยกระดับสวนเทพพนาให้เป็นพื้นที่ “ขายอากาศบริสุทธิ์” โดยมีการศึกษาเรื่องสารไฟทอนไซด์ ที่ต้นไม้ขับออกมา ซึ่งเชื่อว่าช่วยเสริมสร้างเซลล์ในร่างกายมนุษย์ และมีแผนจะวัดค่าออกซิเจนในพื้นที่เพื่อสร้างจุดขายด้านสุขภาพให้นักท่องเที่ยว
เพิ่มมูลค่า จากกิโลกรัมละหลักสิบสู่หลักพัน
ในด้านเศรษฐกิจ สวนเทพพนาไม่ได้หยุดเพียงแค่การขายผลผลิตสด แต่ยังมีการบริหารจัดการผลผลิตอย่างชาญฉลาด สำหรับอะโวคาโดที่มีผิวไม่สวยงามจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปแบบธรรมชาติ โดยการคัดเปลือกและเมล็ดออก แล้วใช้เทคโนโลยีความเย็น เพื่อรักษาคุณภาพและสีสันของเนื้ออะโวคาโดให้คงเดิม
“เรานำผลผลิตมาแปรรูปเป็นเนื้ออะโวคาโดแช่แข็ง ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงถึงกิโลกรัมละ 4,000 บาท เมื่อนำไปปั่นขาย การแปรรูปนี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการของเสียและสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าการขายผลสดเพียงอย่างเดียวถึงหลายเท่าตัว"
โมเดลวิสาหกิจชุมชน "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ประกอบด้วยสมาชิกกว่า 50 ครอบครัว โดยมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สมาชิกที่เข้ามาทำงานจะได้รับค่าตอบแทนเริ่มต้นวันละ 500 บาทพร้อมอาหาร ทำให้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับรายได้ที่ช่วยให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องอพยพไปทำงานในเมืองใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง โดยมีการจ้างงาน ผู้พิการ และ ผู้ที่เคยติดยาเสพติด ที่ผ่านการบำบัดแล้วให้เข้ามาทำงานในสวน เพื่อให้คนเหล่านี้มีที่ยืนในสังคมและมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมคนในท้องถิ่นให้เป็นเชฟและบาริสต้ามืออาชีพโดยการสนับสนุนจากกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
พลังแห่งความร่วมมือกับ “กลุ่มเซ็นทรัล”
ความสำเร็จของสวนเทพพนาส่วนหนึ่งมาจากการทำงานร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัลอย่างใกล้ชิดมานานกว่า 5 ปี ภายใต้การนำของ "พิชัย จิราธิวัฒน์" กรรมการบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล ที่เข้ามาสนับสนุนทั้งด้านนวัตกรรม ตลาด และองค์ความรู้ การนำผลผลิตจากชุมชนเข้าสู่ “ตลาดจริงใจ” ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงและได้รับราคาที่เป็นธรรม
ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR ทั่วไป แต่เป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัลได้เปรียบเปรยถึงชุมชนเหล่านี้ว่าเป็น “รากแก้ว” ของประเทศ โดยระบุว่าชีวิตคนเมืองกรุงหรือคนในมหานครทั่วโลกต่างต้องพึ่งพาผลผลิตจากเกษตรกรเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวทุกเม็ด ผักทุกใบ หรือเนื้อทุกชิ้น หากรากแก้วเหล่านี้สั่นคลอน ประเทศชาติก็ไม่อาจอยู่รอดได้อย่างมั่นคง
ท้องฟ้ามืดและการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์
นอกเหนือจากด้านการเกษตร สวนเทพพนากำลังพัฒนาจุดแข็งใหม่ในด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยการร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) และกลุ่มเซ็นทรัลในการผลักดันโครงการ “ท้องฟ้ามืด” เนื่องจากพื้นที่นี้มีความพร้อมทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เห็นดวงดาวชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง "วิเชียร" ได้เข้ารับการอบรมจนได้รับใบประกาศนียบัตรเป็นมัคคุเทศก์สำหรับการดูดาว
“เราอยากให้นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนได้รับทั้งอากาศบริสุทธิ์ ได้กินอาหารสุขภาพ และได้สัมผัสกับความงามของดวงดาวในยามค่ำคืน เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจและสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนในช่วงหน้าหนาว”
โมเดลของวิสาหกิจชุมชนบ้านเทพพนาคือตัวอย่างความสำเร็จของการทำเกษตรยุคใหม่ที่เน้น “คุณค่า” มากกว่า “ปริมาณ” การผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมสมัยใหม่ และความร่วมมือจากภาคเอกชนที่จริงใจ ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ
- ด้านเศรษฐกิจ: สมาชิกมีรายได้ที่มั่นคงและสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วไป มีการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป
- ด้านสังคม: มีการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น และลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน
- ด้านสิ่งแวดล้อม: ลดการใช้สารเคมี ประหยัดน้ำผ่านเทคโนโลยีไบโอชา และมุ่งสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ
- ด้านการเรียนรู้: เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ระดับประเทศ
วันนี้ สวนเทพพนาจึงไม่ใช่เพียงแหล่งปลูกอะโวคาโดคุณภาพเท่านั้น แต่คือบทพิสูจน์ว่าเมื่อ “รากแก้ว” ของสังคมได้รับการดูแลและส่งเสริมด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ชุมชนท้องถิ่นก็สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและเป็นที่พึ่งพาให้กับคนทั้งชาติได้อย่างยั่งยืน



