วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ขยะพิษข้ามจังหวัด' เครือข่ายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา-ปราจีนฯ–สระแก้ว

เมื่อผืนดินและแหล่งน้ำกลายเป็นสุสานซ่อนกากของเสียอันตราย ปัญหาการลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่แค่เรื่องราวท้องถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นเครือข่ายข้ามจังหวัดที่ท้าทายกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานรัฐ

ภาพกองผงสีดำคล้ายขี้เถ้า ซากถุงบิ๊กแบ็ก และเศษเปลือกสายไฟที่ถูกแกะทองแดงออกจนหมด กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่เกษตรกรรมในตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี คือจุดเริ่มต้นของเบาะแสที่นำไปสู่การขุดคุ้ยเครือข่ายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมครั้งใหญ่

เมื่อชาวบ้านและภาคประชาสังคมอย่าง เครือข่ายปราจีนเข็มแข็ง ลงพื้นที่แกะรอย พวกเขาไม่ได้พบแค่ความเสียหายในปราจีนบุรีเท่านั้น แต่ข้อมูลเชิงลึกจากระบบ GPS ของรถบรรทุกตัวปัญหา ยังลากเส้นเชื่อมโยงยาวไปถึงจุดทิ้งขนาดมหึมาในตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว และมีปลายทางย้อนกลับไปพัวพันกับโรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

แกะรอยเส้นทางขยะพิษ สามจังหวัดเชื่อมโยงอย่างไร?

  • จุดเริ่มต้นที่ปราจีนบุรี: ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบการลักลอบนำสิ่งปฏิกูล ทั้งผงสีดำ เศษสายไฟ และบ่อน้ำที่มีคราบน้ำมันส่งกลิ่นเหม็น ทิ้งไว้ในพื้นที่บ้านโคกไม้แดง อ.กบินทร์บุรี
  • หลักฐานจาก GPS สู่สระแก้ว: การตรวจสอบรถบรรทุกพ่วงที่ถูกตำรวจ สภ.วังตะเคียน ตรวจยึดไว้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม เผยให้เห็นเส้นทางเดินรถที่วิ่งเข้า-ออกพื้นที่เอกชนใน ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว หลายครั้ง จนพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีปริมาณและลักษณะของเสียตรงกัน ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือขบวนการที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
  • เงาของโรงงานต้นทาง: ข้อมูลจากระบบติดตามรถยังชี้ชัดว่า รถบรรทุกกลุ่มนี้เคยเดินทางเข้าออกโรงงานรีไซเคิล (โรงงานประเภท 106) แห่งหนึ่งใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีกิจการครอบคลุมตั้งแต่การบดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จัดการตัวทำละลาย ไปจนถึงการแปรรูปกากอุตสาหกรรมต่างๆ

ช่องโหว่ทางกฎหมาย จับได้แค่ปลายทาง แต่ต้นตอลอยนวล?

แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถสกัดและตรวจยึดรถบรรทุกพ่วงไว้ได้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่กลับมีคำถามตามมาถึงขั้นตอนการดำเนินคดี หลังปรากฏกระแสข่าวว่ารถของกลางบางคันถูกปล่อยออกไปโดยที่ยังไม่มีการขยายผลอย่างจริงจัง

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม สะท้อนมุมมองที่น่าคิดว่า ปัญหาใหญ่ของการบังคับใช้กฎหมายไทยคือ การมุ่งจับกุมเฉพาะ "ปลายทาง" เช่น คนขับรถ เจ้าของที่ดิน หรือรถบรรทุกที่มารับจ้างทิ้ง โดยละเลยหลักการสำคัญอย่าง "ความรับผิดชอบของผู้ก่อกำเนิดกาก" (Polluter Pays Principle) ที่ควรสาวเส้นทางย้อนกลับไปหาโรงงานต้นทางและเจ้าของกากตัวจริง

เมื่อกระบวนการสอบสวนมักหยุดลงแค่การยึดรถและปรับเงินเล็กๆ น้อยๆ กลุ่มผู้กระทำผิดจึงไม่เกรงกลัวกฎหมาย ย้ายพื้นที่ทิ้งไปเรื่อยๆ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องรับกรรมกับผืนดินเสื่อมโทรมและแหล่งน้ำปนเปื้อนที่ไร้ซึ่งการฟื้นฟู

บทสรุปที่ยังต้องรอคำตอบ

กากอุตสาหกรรมปริมาณมหาศาลเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ด้วยตัวเอง การทลายเครือข่ายข้ามจังหวัดระหว่าง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว จึงเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมและตำรวจท้องที่ ว่าจะสามารถใช้ข้อมูลทะเบียนรถและระบบ GPS สาวไส้ไปถึงผู้มีอิทธิพลหรือโรงงานเบื้องหลังได้หรือไม่

หรือปล่อยให้วงจรอุบาทว์นี้วนลูปกลับมาทำลายสิ่งแวดล้อมไทยในจุดถัดไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ที่มา : มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)