ปัจจุบัน “เอไอ” พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนต้องทำให้ใช้พลังงานอย่างมากทั้งน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กลายเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ และทำให้หลายประเทศก้าวผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” ได้ช้าลง ยังต้องพึ่งพา “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงในความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหลายประเทศ
จากรายงานของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี 2025 ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าไปประมาณ 485 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) หรือคิดเป็น 1.5% ของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศเยอรมนีทั้งประเทศ หากพิจารณาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอไอ Our World in Data วิเคราะห์ว่ามีการใช้ไฟฟ้าไปแล้วประมาณ 0.5% ของโลกในปี 2025 และมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3% ภายในปี 2030
สหรัฐ ซึ่งเป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 4,400 แห่ง หรือเกือบครึ่งหนึ่งของโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานอย่างหนัก โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ Our World in Data ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐ ใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก และสัดส่วนนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้กำลังดำเนินอยู่กว่า 700 แห่ง
รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟฟ้าไปมากกว่า 25% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับไอร์แลนด์ ที่ดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียวครองส่วนแบ่งการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 20% ของประเทศไปแล้ว
ตามรายงานจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐ (EIA) ระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคไฟฟ้าของสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 4% ในปี 2025 ซึ่งมาจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงาน ยิ่งทำให้ความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนยากลงไปอีก
ขณะเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 13% ในปี 2025 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดเวลาของดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งที่เคยมีแผนจะปิดตัวลง ต้องขยายระยะเวลาการดำเนินงานออกไป เพื่อประคองโครงข่ายไฟฟ้า
สตีฟ ไพเพอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยพลังงานของ S&P Global ให้ความเห็นว่า “แม้ในเชิงโครงสร้าง การใช้ถ่านหินจะค่อย ๆ ลดลงตามกาลเวลา แต่จากกระแสของเอไอ จะเป็นตัวฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ช้าลง” เขายังระบุด้วยว่า ถ่านหินอาจกลายเป็น “รากฐาน” ของระบบพลังงานที่ยากจะกำจัดออกไปได้ หากยังไม่มีแหล่งพลังงานสะอาดที่เสถียรเพียงพอ
ในพื้นที่ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น รัฐเวอร์จิเนีย การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เพื่อรองรับคลัสเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ รัฐข้างเคียงอย่างเพนซิลเวเนีย และเวสต์เวอร์จิเนีย ก็ต้องเร่งการผลิตจากถ่านหินเพิ่มขึ้ นเพื่อส่งไฟฟ้าไปสนับสนุนความต้องการในพื้นที่เหล่านี้เช่นกัน
นโยบายทางการเมืองก็มีส่วนสำคัญ โดย คริส ไรท์ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งระงับการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่ง แม้เขาจะอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของโครงข่ายในช่วงสภาพอากาศสุดขั้ว แต่การตัดสินใจนี้ถูกมองว่าเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินที่กำลังซบเซา โดยใช้ความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นข้ออ้าง
หาพลังงานทางเลือก
เพื่อแก้คำครหาเรื่องการใช้พลังงานสกปรก บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้พยายามโปรโมตว่าจะใช้ “พลังงานนิวเคลียร์” เป็นแหล่งพลังงานหลัก ตัวอย่างเช่น Google ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Kairos Power เพื่อพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors - SMRs) ขนาด 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2035 สำหรับการใช้เป็นแหล่งพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (BAS) เตือนว่า อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาของเหล่าบริษัทเทคโนโลยี เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีโครงการ SMR แม้แต่โครงการเดียวที่กำลังก่อสร้างในสหรัฐ อีกทั้งโครงการส่วนใหญ่มักล่าช้ากว่ากำหนดและมีต้นทุนบานปลายอย่างมหาศาล
การผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์โรงใหม่ในสหรัฐ มีต้นทุนสูงกว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ถึง 3 เท่า ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีก็ยังไม่ได้ลงทุนในนิวเคลียร์มากพอ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยงบประมาณที่ประกาศลงทุนในนิวเคลียร์นั้นคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของงบประมาณก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์รายปีของพวกเขาด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามรื้อฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เก่าที่เคยปิดไปแล้ว เช่น Microsoft ที่ทำสัญญากับ Constellation Energy เพื่อขอกลับมาเปิดใช้งานเตาปฏิกรณ์ที่เกาะทรีไมล์ รวมถึงความพยายามเปิดโรงไฟฟ้า Palisades ในมิชิแกน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยและต้นทุนที่อาจตกอยู่กับภาษีประชาชน
ความย้อนแย้งนี้ เห็นได้ชัดจากรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) ของบริษัทเทครายใหญ่ทั้ง Amazon, Google, Meta และ Microsoft ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2019-2023 มีการประเมินว่าการปล่อยมลพิษที่แท้จริงจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทเหล่านี้เป็นเจ้าของ อาจสูงกว่าที่รายงานอย่างเป็นทางการถึง 7 เท่า
รูธ โพรัท ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Google และ Alphabet กล่าวชื่นชมที่สนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อเอไอว่า “ถ้าอยากให้เอไอมีศักยภาพมากขึ้น คุณก็จำเป็นต้องมีพลังงาน” นั่นหมายความว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจถูกจัดลำดับความสำคัญเหนือเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ยังทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้เคียงกับดาต้าเซ็นเตอร์ ค่าไฟฟ้าในบางพื้นที่พุ่งสูงขึ้นถึง 267% ภายใน 5 ปี สร้างภาระให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยและคนพิการที่ต้องแบกรับต้นทุนการขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการใช้งานของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ
ความไม่พอใจของสาธารณชนกำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง ผลสำรวจของ IPSOS (Reuters/Ipsos poll) เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 พบว่าชาวอเมริกันกว่า 57% คัดค้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนของตน เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าไฟ มลพิษทางเสียง และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล จนทำให้รัฐนิวยอร์ก ต้องประกาศระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่เป็นเวลาหนึ่งปี
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า เอไอกำลังอยู่ใน “ภาวะฟองสบู่” เนื่องจากโมเดลธุรกิจในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างกำไรที่เพียงพอ มาจ่ายค่าโครงสร้างพื้นฐานอันมหาศาลนี้ได้ หากฟองสบู่แตก โครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่กำลังสร้างขึ้น เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ค่าในอนาคต
ที่มา: Electric Choice, Grist, Our World in Data, The Bullet In



