วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘สิงคโปร์’ ล่ารายชื่อ ค้านถาง ‘ป่ามาจู’ สร้างที่พักอาศัย หวั่นสูญเสียระบบนิเวศดั้งเดิม

ป่ามาจู(Maju Forest) พื้นที่สีเขียวขนาด 143.75 ไร่ บริเวณย่านซันเซ็ตเวย์ กลายเป็นข้อพิพาทในสิงคโปร์ หลังจากที่รัฐบาลตั้งใจจะพัฒนาที่ป่าตรงนี้เป็น “พื้นที่อยู่อาศัย” จนเกิดการรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อคัดค้านการก่อสร้างและรักษาป่าแห่งนี้ไว้ เพราะป่ามาจูเป็นป่ารุ่นที่สองที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติมานานหลายทศวรรษ

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการพัฒนาเคหะ (HDB) ประกาศแผนการพัฒนาพื้นที่ส่วนใหญ่ของป่ามาจู เพื่อสร้างโครงการที่พักอาศัยสาธารณะ ตามแผนงาน รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะถางพื้นที่ป่าประมาณ 93.75 ไร่ และจะคงพื้นที่ไว้เพียงประมาณ 50 ไร่ เพื่อใช้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและทางเดินธรรมชาติ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างกว้างขวาง โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อในคำร้องออนไลน์เพื่อหยุดแผนการสร้างที่พักอาศัยแล้วมากกว่า 33,500 ราย ชาวเมืองและกลุ่มนักอนุรักษ์มองว่าป่าแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่กลุ่มต้นไม้ เพราะมันคือเพื่อนบ้านที่มีชีวิตและมีความสำคัญต่อจิตวิญญาณของชุมชน

โจ เตียว ผู้ผลิตสื่อวัย 68 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านนี้มานานกว่าสามทศวรรษ กล่าวว่าป่าแห่งนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอและครอบครัว เธอกล่าวว่า “เพื่อนบ้านใช้ชีวิตอยู่กับป่า ป่าได้หล่อหลอมลักษณะนิสัยของบ้านและชุมชนของเรา” และเธอยังรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นป่าถูกมองเป็นเพียงตัวเลขในผังเมือง

“การที่ได้เห็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยชีวิตถูกลดทอนลงเหลือเพียงรูปหลายเหลี่ยมสี ๆ บนแผนที่ผังเมืองนั้นเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวด เหมือนกับการเห็นเพื่อนบ้านที่มีชีวิตถูกเปลี่ยนให้เป็นแปลงที่ดินเพื่อการพัฒนา”

ในแง่ของ ระบบนิเวศป่ามาจู มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของพืช 286 ชนิด และสัตว์ 113 ชนิด ซึ่งรวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่าง ตัวนิ่มซุนดา (Sunda Pangolin) และนกปรอดแม่ทะ (Straw-headed Bulbul) นอกจากนี้ยังมีลำธารน้ำจืดตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

แอนนา อึ้ง นักการศึกษาผู้พำนักในย่านซันเซ็ตเวย์มานานกว่า 20 ปี แสดงความกังวลว่าโครงการนี้จะไม่ได้กระทบแค่สัตว์ป่า เธอมองว่าการสูญเสียป่าจะส่งผลต่อการจราจร คุณภาพอากาศ และสิ่งที่วัดค่าเป็นตัวเลขไม่ได้อย่าง “ความผาสุกทางจิตใจของเรา”

ขณะที่ประชาชนพยายามปกป้องผืนป่า รัฐบาลโดย อัลวิน ตัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ ได้ชี้แจงถึงความจำเป็นในรัฐสภา เขาเน้นย้ำว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในย่านเคลเมนตีนั้นสูงมาก โดยโครงการล่าสุดในพื้นที่นี้มีผู้จองสิทธิ์เกินจำนวนที่เปิดรับถึง 4 เท่า

ตันอธิบายว่า แม้อัตราการเกิดจะลดลง แต่ความต้องการบ้านกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากขนาดครัวเรือนในปัจจุบันมีขนาดเล็กลง อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังต้องการแยกมาอยู่อาศัยตามลำพัง ดังนั้น “หากเราอนุรักษ์พื้นที่มากขึ้น เราก็จะสร้างบ้านได้น้อยลง”

ทั้งนี้ เขายืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยมิติด้านสิ่งแวดล้อม และได้พยายามลดจำนวนบ้านลงจากแผนเดิมเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวและมรดกทางวัฒนธรรมไว้บางส่วนแล้ว เขาชี้ว่าสิงคโปร์กำลังเผชิญกับ “การแลกเปลี่ยนที่ยากลำบาก” ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ขณะเดียวกัน ประชาชนยังตั้งคำถามถึงบทบาทของกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (MSE) ว่ายอมให้แผนการก่อสร้างออกมาได้อย่างไร ซึ่งทางรัฐมนตรี เกรซ ฟู ชี้แจงว่ารัฐบาลทำงานเป็นทีม และการคัดค้านระหว่างกระทรวงไม่ใช่แนวทางการทำงานของพวกเขา

‘สิงคโปร์’ ล่ารายชื่อ ค้านถาง ‘ป่ามาจู’ สร้างที่พักอาศัย หวั่นสูญเสียระบบนิเวศดั้งเดิม

เกรซ ฟู ระบุว่าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ความต้องการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ บริการสังคม และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้สิงคโปร์สามารถปรับตัวได้ในระยะยาว

กลุ่มนักอนุรักษ์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้พื้นที่ที่เคยพัฒนามาแล้ว เช่น สนามกอล์ฟที่หมดสัญญา หรือที่ดินอุตสาหกรรมเก่า แต่เจ้าหน้าที่รัฐชี้แจงว่าพื้นที่เหล่านี้ในย่านเคลเมนตีมีจำกัดมาก และบางแห่งยังติดสัญญาเช่าหรือต้องใช้เวลาเตรียมโครงสร้างพื้นฐานนานเกินไป

นอกจากป่ามาจูแล้ว ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ “ย่านกิลแมนบาร์แรกส์” (Gillman Barracks) ซึ่งเป็นย่านศิลปะและประวัติศาสตร์ โดยจะต้องถางป่าอีกประมาณ 62.5 ไร่ ซึ่งแผนงานทั้งสองแห่งนี้ถูกประกาศพร้อมกันและสร้างความกังวลใจให้กับชุมชนในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะอนุรักษ์ป่ามาจูก็ยังไม่หมดลงไปเสียทีเดียว ในปี 2564 รัฐบาลยอมปรับเปลี่ยนแผนการพัฒนาพื้นที่ป่าโดเวอร์ ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน โดยเก็บรักษาพื้นที่สีเขียวส่วนใหญ่ไว้และพัฒนาเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่เท่านั้น

ปัจจุบัน รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นกรณีเกี่ยวกับพื้นที่ซันเซ็ตเวย์ จากประชาชนแล้วกว่า 2,712 รายการ อัลวิน ตัน ยืนยันว่าแผนการพัฒนายังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย และจะมีการปรับแต่งแผนงานตามข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเสียงสะท้อนจากประชาชนต่อไป

โจ เตียว ยังคงย้ำว่าจำเป็นต้องอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ไส้ “โศกนาฏกรรมไม่ใช่แค่การสูญเสียป่า แต่คือความจริงที่ว่าไม่มีการปลูกต้นไม้ใหม่ใด ๆ ที่จะสามารถสร้างความซับซ้อนของระบบนิเวศที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษขึ้นมาใหม่ได้ภายในช่วงชีวิตของเรา” การต่อสู้เพื่อป่ามาจูจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนในพื้นที่ แต่เป็นบทพิสูจน์การรักษาสมดุลของสิงคโปร์ในอนาคต


ที่มา: Asia OneSouth China Morning PostThe Straits TimesTime Out