วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2569

Login
Login

TGO อัปเดตเกณฑ์ Net Zero ใหม่ เพิ่มความยืดหยุ่นและเข้มข้น บังคับใช้ ต.ค. 2569

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ประกาศปรับปรุงข้อกำหนดและแนวทางการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ฉบับใหม่ ประจำเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อยกระดับมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล โดยเน้นการสอดรับกับแนวทาง Science Based Targets initiative (SBTi) และมาตรฐาน ISO 14068-1

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกปีฐาน การกำหนดเป้าหมายราย 5 ปี จนถึงเกณฑ์การลดก๊าซเรือนกระจกที่ต้องบรรลุร้อยละ 90 ก่อนการชดเชย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความพยายามลดอุณหภูมิโลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเกณฑ์ใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป

การปรับตัวสู่มาตรฐานสากล

ในท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างถูกกดดันให้แสดงความรับผิดชอบผ่านการตั้งเป้าหมาย Net Zero ที่มีความน่าเชื่อถือและวัดผลได้จริง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทย จึงได้ปรับปรุงแนวทางการรับรอง Net Zero ฉบับล่าสุด เพื่อให้องค์กรในไทยสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกอย่าง SBTi และ ISO 14068-1 การปรับปรุงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเข้มงวดในเชิงผลลัพธ์ แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในเชิงกระบวนการเพื่อให้องค์กรทุกขนาดสามารถปรับใช้ได้ตามบริบทจริงของการดำเนินธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญแบ่งออกเป็น 6 ประเด็นหลัก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่องค์กรต้องทำความเข้าใจเพื่อวางแผนกลยุทธ์การลดคาร์บอนในระยะยาวให้สอดรับกับข้อกำหนดใหม่

1. ปลดล็อกความยืดหยุ่นในการเลือก "ปีฐาน"

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการให้ความอิสระแก่องค์กรในการเลือกปีฐานสำหรับการติดตามข้อมูล โดยเกณฑ์ใหม่ระบุว่าองค์กรสามารถเลือกใช้ได้ทั้งปีปฏิทิน ปีงบประมาณ หรือรอบปีบัญชี ตามความเหมาะสมของระบบการเก็บข้อมูลเดิมที่องค์กรมีอยู่ ซึ่งหัวใจสำคัญคือข้อมูลปีฐานนั้นต้องได้รับใบรับรองหรืออนุญาตให้ใช้เครื่องหมาย Carbon Footprint for Organization (CFO) จาก TGO เสียก่อน

นอกจากนี้ TGO ยังได้ยกเลิกข้อจำกัดเดิมที่เคยห้ามใช้ข้อมูลก่อนปี ค.ศ. 2018 และยกเลิกการใช้ค่าเฉลี่ยจากหลายปีมาเป็นปีฐาน การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกปีที่เป็น "ตัวแทนที่เหมาะสม" ของการดำเนินงานในปัจจุบันได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจดำเนินงานเต็มศักยภาพหรือปีที่ข้อมูลมีความสมบูรณ์ที่สุด

2. กำหนด "ปีเริ่มต้น" ที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นการลงมือทำ

เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรที่ยื่นขอรับรองไม่ได้เพียงแค่ตั้งเป้าหมายในกระดาษ แต่มีการลงมือทำจริง เกณฑ์ใหม่จึงกำหนด "ปีเริ่มต้น" (ปีที่ 1) ของแผนลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero Pathway) ให้มีความกระชับขึ้น องค์กรสามารถเลือกให้ปีที่ยื่นขอรับรองเป็นปีเริ่มต้นของแผนได้ทันที โดยมีเงื่อนไขว่าในปีดังกล่าวต้องมีระยะเวลาเพียงพอสำหรับการดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกตามที่ระบุไว้ในแผน

ข้อกำหนดระบุชัดเจนว่า ปีเริ่มต้นต้องไม่เกิน 1 ปี นับจากปีที่ยื่นขอรับรองแผน ซึ่งหมายความว่าเมื่อองค์กรประกาศความจำนงในการเข้าสู่มาตรฐาน Net Zero แล้ว จะต้องเริ่มดำเนินการภายในปีนั้นหรืออย่างช้าที่สุดไม่เกินปีถัดไป

3. ขอบเขตเป้าใหม่ เน้นต่อเนื่อง ครอบคลุม Scope 3

เกณฑ์ฉบับกรกฎาคม 2026 ได้ยกเลิกรูปแบบการแบ่งเป้าหมายเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวแบบเดิมออกไป และแทนที่ด้วยการกำหนดให้องค์กรต้องตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่อง "ทุก ๆ 5 ปี" แนวทางนี้ช่วยให้การติดตามผลมีความถี่และต่อเนื่องมากขึ้น โดยมีหมุดหมายสำคัญคือทุกองค์กรภายใต้มาตรฐานนี้ต้องบรรลุ Net Zero ภายในปี 2050

ในส่วนของขอบเขตการคำนวณ TGO ได้ย้ำถึงความสำคัญของก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม หรือ Scope 3 โดยระบุว่า

  • ปีฐาน: ต้องครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3 อย่างครบถ้วน
  • ระหว่างทาง: องค์กรสามารถเลือกตั้งเป้าหมายที่ครอบคลุมเฉพาะ Scope 1+2 หรือจะเลือก Scope 1+2+3 ก็ได้
  • เป้าหมาย Net Zero ปลายทาง: เมื่อถึงปีที่ประกาศบรรลุ Net Zero ขอบเขตการลดต้องครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3 ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้ การรายงานข้อมูล Scope 3 จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด Carbon Footprint for Organization (CFO) ฉบับล่าสุดของ TGO เพื่อความเป็นเอกภาพของข้อมูล

4. เกณฑ์การลดรายปีที่อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์

TGO ได้เปลี่ยนผ่านจากการกำหนดอัตราลดคงที่ร้อยละ 4.2 ต่อปี และการจำกัดระยะห่างระหว่างปีฐานถึงปีเป้าหมายไม่เกิน 21 ปี มาเป็นการใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นแต่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ภายใต้เกณฑ์ใหม่ องค์กรสามารถเลือกใช้แนวทาง Absolute Contraction Approach (ACA) ตามมาตรฐาน Science Based Target หรือจะกำหนดอัตราการลดในแบบของตนเองก็ได้

อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้มีเพดานกำกับอยู่ โดยปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในทุก ๆ 5 ปีขององค์กร ต้อง "ไม่ต่ำกว่า" ปริมาณการลดสะสม 5 ปีตามวิธี Absolute Contraction ข้อกำหนดนี้เป็นการประกันว่า แม้บริษัทจะมีวิธีการลดที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์ในภาพรวมทุก 5 ปีจะต้องมีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล

5. ชดเชยที่ยืดหยุ่น "Banking and Compensation"

การปรับปรุงที่ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการขององค์กรอย่างมากคือ "หลักเกณฑ์การชดเชยกรณีไม่บรรลุเป้าหมาย" จากเดิมที่ TGO ไม่อนุญาตให้นำผลการดำเนินงานที่ดีเกินเป้าหมายในปีหนึ่งไปหักล้างกับปีที่ทำได้แย่กว่าเป้าหมาย แต่เกณฑ์ใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็นระบบที่เอื้อให้เกิดการบริหารจัดการคาร์บอนที่คล่องตัวขึ้นดังนี้

  • กรณีทำได้ดีกว่าเป้า: หากปีใดองค์กรปล่อยก๊าซน้อยกว่าแผนที่วางไว้ (Net Zero Pathway) สามารถนำส่วนต่างที่ทำได้ดีกว่านั้นไปหักล้างกับปีที่อาจจะปล่อยสูงกว่าเป้าหมายได้ในอนาคต
  • กรณีทำได้แย่กว่าเป้า: หากปีใดปล่อยเกินเป้าหมาย องค์กรต้องนำปริมาณส่วนเกินไปหักล้างกับปีที่เคยทำได้ดีกว่า หรือต้องจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชยในส่วนที่เกินทันที แนวทางนี้เปรียบเสมือนการสร้างบัญชีคาร์บอนที่ช่วยให้องค์กรบริหารจัดการความเสี่ยงจากการดำเนินงานที่อาจมีความผันผวนในแต่ละปีได้ดีขึ้น

6. คำจำกัดความ Net Zero: ลดจริงร้อยละ 90

ประเด็นสุดท้ายที่ถือเป็นความชัดเจนสูงสุดของเกณฑ์ใหม่คือ การนิยามว่า "แบบไหนคือการบรรลุ Net Zero จริง" องค์กรที่ขอรับรองต้องจัดทำรายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก พร้อมแสดงผลการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยกิจกรรมลดภายในองค์กรเองอย่างน้อยร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับปีฐาน

นั่นหมายความว่า องค์กรไม่สามารถใช้เพียงการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยทั้งหมดได้ แต่ต้องลงมือเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานหรือกระบวนการผลิตจนลดการปล่อยลงได้จริงถึง 9 ใน 10 ส่วน สำหรับส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 องค์กรสามารถใช้การดูดกลับก๊าซเรือนกระจกแบบถาวร จากกิจกรรมของตนเอง หรือจัดหาคาร์บอนเครดิตประเภทการดูดกลับ มาชดเชยเพื่อให้บรรลุค่าสุทธิเป็นศูนย์อย่างสมบูรณ์

ข้อกำหนดฉบับปรับปรุง (กรกฎาคม 2569) นี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาคธุรกิจไทยต้องเริ่มปรับกระบวนการจัดเก็บข้อมูลและการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับ Scope 3 และการลงทุนในเทคโนโลยีที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ถึงร้อยละ 90 ตามเกณฑ์ที่กำหนด

การปรับเกณฑ์ของ TGO ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก เพื่อให้ "Net Zero" ของไทยเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือได้อย่างแท้จริงในระดับสากล