วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

เมืองทั่วโลกเร่งปรับตัวสู้ 'ภัยพิบัติ' ชูความยืดหยุ่นดึงดูดทุน-ไทยไม่น้อยหน้า

ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศสุดขั้วกำลังสร้างความเสียหายและสะเทือนต่อภาคธุรกิจทั่วโลกอย่างหนัก จากผลสำรวจระดับโลกของบริษัทประกันภัย Marsh ในปี พ.ศ. 2568 เผยว่า เกือบสามในสี่ขององค์กรเคยเผชิญกับความสูญเสียและการหยุดชะงักของการทำงานจากพิบัติภัยเหล่านี้ ส่งผลให้ต้นทุนประกันพุ่งสูง การผลิตสะดุด รวมถึงวิกฤติขาดแคลนน้ำที่บีบให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวชั่วคราว

ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี รายงานล่าสุดจาก Oliver Wyman Forum ระบุว่า เมืองต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน โดยเมืองในแถบยุโรปกลางและยุโรปเหนือ เช่น กรุงเบิร์น (สวิตเซอร์แลนด์) ออสโล (นอร์เวย์) และโกเทนเบิร์ก (สวีเดน) ครองแชมป์เมืองที่มีภูมิคุ้มกันภูมิอากาศดีที่สุดในปัจจุบัน ขณะที่เมืองจากหลากหลายภูมิภาค เช่น ปารีส ไมอามี สิงคโปร์ หรือฟรีทาวน์ในเซียร์ราลีโอน ต่างใช้การลงทุนเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในการเป็นศูนย์กลางด้านแรงงาน การค้า และธุรกิจ

4 ยุทธศาสตร์หลักที่เมืองใหญ่ทั่วโลกใช้รับมือวิกฤติภูมิอากาศ

เกราะป้องกันภัยพิบัติเชิงโครงสร้างพื้นฐาน 

หลายเมืองทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับน้ำท่วมและความร้อนรุนแรง ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ที่สร้างกำแพงกันคลื่นชายฝั่ง พร้อมออกกฎหมายบังคับให้โครงการอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากต้องรีไซเคิลน้ำเสีย ขณะที่ เซาเปาโล ประเทศบราซิล วางแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดความร้อน เก็บเกี่ยวน้ำฝน และป้องกันน้ำป่าไหลหลาก ส่วน โจฮันเนสเบิร์ก ในแอฟริกาใต้ เตรียมประกาศให้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงปลอดจากการอยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายในปี พ.ศ. 2593

เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

ท่ามกลางความเสี่ยง จากข้อมูลของ Oliver Wyman Forum ปี พ.ศ. 2569 พบว่า 45% ของซีอีโอทั่วโลกวางแผนปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เนื่องจากฐานการผลิตส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือขาดแคลนน้ำ ท่าเรือรอต terdam ในเนเธอร์แลนด์ จึงเตรียมรับมือระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นด้วยการยกระดับท่าเทียบเรือและถนน พร้อมย้ายระบบไฟฟ้าและโทรคมนาคมไปยังพื้นที่สูงปลอดภัย ด้านเมืองอุตสาหกรรมของจีนอย่าง เซินเจิ้น ก็มีการสร้างระบบป้องกันชายฝั่งและเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำ เพื่อรักษาฐานการผลิตไม่ให้ย้ายหนี

ลงทุนเพื่อความน่าอยู่และการดึงดูด “คนเก่ง” (Talent) 

สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้บุคลากรทักษะสูงเริ่มย้ายถิ่นฐาน เมืองที่ชาญฉลาดจึงผสานความยืดหยุ่นด้านภูมิอากาศเข้ากับความน่าอยู่ เช่น โกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ที่จัดสรรพื้นที่สีเขียวเกือบ 3,000 ตารางฟุตต่อผู้อยู่อาศัยคนหนึ่ง ควบคู่ไปกับนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม หรือกรุง ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ใช้ระบบอัจฉริยะ วัสดุกันความร้อน และเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้เพื่อช่วยลดอุณหภูมิเมือง

ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน (PPP) 

การรับมือภัยพิบัติไม่สามารถทำได้โดยลำพัง สิงคโปร์ ได้เปิดตัวความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในเดือน เม.ย. 2569 เพื่อเสริมสร้างความต้านทานด้านภูมิอากาศให้กับภาคธุรกิจ ทั้งในแง่การจัดซื้อสีเขียวและการเงินยั่งยืน พร้อมออกแนวทางกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

มุมมองประเทศไทย ขยับตัวสู้ภัยพิบัติเพื่อรักษาความน่าลงทุน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้งสลับกันในหลายพื้นที่ ภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มตื่นตัวและขยับตัวอย่างจริงจังเช่นกัน

จากข้อมูลและแผนงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเทศไทยได้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (National Adaptation Plan - NAP) โดยมีการลงทุนเมกะโปรเจกต์ด้านการบริหารจัดการน้ำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การสร้างแก้มลิงอัจฉริยะ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่แม่นยำยิ่งขึ้นเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรมสำคัญในภาคกลางและภาคตะวันออก

นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในประเทศไทย เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะและในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เริ่มหันมาลงทุนในระบบกักเก็บน้ำอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติภายใต้กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Diversification) ทำให้ไทยยังคงเป็นหมุดหมายที่ปลอดภัยและน่าสนใจสำหรับการลงทุนในสายตาของนักธุรกิจระดับโลกท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ที่มา : Oliver Wyman