โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen TTP หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า “โรงไฟฟ้าฮาวฮอย” (Hoa Hoi) ของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ช่วงเวลาที่เริ่มดำเนินการในปี 2019 โครงการนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดฟู้เอียนบนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ มีกำลังการผลิตติดตั้งถึง 257 เมกะวัตต์ และได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เพียง 7 เดือนหลังจากเริ่มก่อสร้าง
เหงียน คิม ไห่ สมาชิกคณะกรรมการบริหารและกรรมการบริษัท บี.กริมม์ พาวเวอร์ เวียดนาม กล่าวว่า ผลประกอบการของโครงการนี้เป็นไปตามเป้าหมายและสิ่งที่ บี.กริม คาดหวัง โดยผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 300 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง สร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 28 ล้านดอลลาร์ต่อปี สอดคล้องกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว 20 ปีกับ EVN ที่อัตราภาษี 9.35 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
Phu Yen TTP เป็นองค์กรแรกในภาคพลังงานหมุนเวียนของเวียดนามที่ได้รับ “สินเชื่อสีเขียว” จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) จำนวน 186 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความโปร่งใสและการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล โดยใช้ผู้สอบบัญชีในกลุ่ม Big Four และระบบ Oracle เพื่อการจัดการทางการเงินที่แม่นยำ
เหงียน คิม ไห่
สมาชิกคณะกรรมการบริหารและกรรมการบริษัท บี.กริมม์ พาวเวอร์ เวียดนาม
นอกจากนี้ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการจ้างงานคนในพื้นที่ โดยทีมงานเกือบทั้งหมดเป็นชาวฟู้เอียนที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพที่มั่นคง นอกจากนี้ บริษัทยังมีโปรแกรมพัฒนาอาชีพ (NRP) สำหรับครอบครัวที่ถูกเวนคืนที่ดิน เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของโรงไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน บี.กริม เวียดนาม ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ทุกปี รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพาน ถนน และระบบไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ชนบท ตลอดจนลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือกับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและพายุ
คิม ไห่ย้ำว่าทั้งหมดนี้ เป็นการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) ซึ่งประกอบด้วยการสร้างศักยภาพให้มนุษย์ ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน
“เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ธุรกิจ เราต้องเติบโตไปพร้อมกับการดูแลวัฒนธรรม การมีสติ และความเมตตาต่อทุกคนในทีมงานและสังคมรอบข้าง” คิม ไห่กล่าว
อย่างไรก็ตาม คิม ไห่ยอมรับว่ายังคงมีปัญหาการจำกัดการรับซื้อไฟฟ้า เนื่องจากในปัจจุบันภาคพลังงานหมุนเวียนมีการขยายตัวเร็วกว่าที่ระบบสายส่งจะรองรับได้ทัน แต่ในตอนนี้สถานการณ์เริ่มดี เพราะรัฐบาลทุ่มงบประมาณปรับปรุงระบบสายส่งจากภาคกลางไปยังภาคเหนือและใต้ ทำให้ตัวเลขการจำกัดไฟฟ้าลดลงจาก 7% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 4% ในปีนี้
ทั้งนี้ คิม ไห่ยังคงมองว่า อนาคตของพลังงานสะอาดของเวียดนามยังคงสดใส ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานฉบับที่ 8 (PDP8) รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มากขึ้น โดยบี.กริม มีเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตรวมในเวียดนามให้ได้มากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.9% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ
ในตอนนี้ บี.กริมกำลังมองหาโอกาสลงทุนในโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม รวมถึงทำการศึกษาดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ในเมืองใหญ่อย่างดานังและโฮจิมินห์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการบูรณาการการใช้พลังงานสะอาดร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ขององค์กร
พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจในศักยภาพตลาดเวียดนามว่า “เวียดนามเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและเป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักธุรกิจไทยที่รัฐบาลเวียดนามให้ความไว้วางใจ” เนื่องจากนโยบายของรัฐมีความยืดหยุ่นและมาตรการสนับสนุนด้านภาษี (CIT 0%) เป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ทำให้ บี.กริม ต้องการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
คิม ไห่ยังคงเชื่อว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะยังคงเป็นเสาหลักของพลังงานสะอาด เนื่องจากมีต้นทุนการลงทุนที่ถูกกว่าพลังงานลมและเป็นพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน แม้ในปัจจุบันรัฐบาลจะเริ่มควบคุมจำนวนโซลาร์ฟาร์มเพื่อรักษาสมดุลของระบบกริด แต่เธอก็เชื่อว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จะทำให้โอกาสกลับมาอีกครั้งในช่วงปี 2028-2030
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของบี.กริม เวียดนาม คือการการก้าวสู่องค์กรเน็ตซีโร่ ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลเวียดนามและเป้าหมายของกลุ่ม บี.กริม ทั่วโลก โดยทุกหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์ที่ Phu Yen TTP ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 123,000 ตันต่อปี
เมื่อถามว่า ประเทศไทยจะสามารถนำบทเรียนอะไรจากเวียดนาม มาใช้ในการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คิม ไห่กล่าวว่า จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างเจ้าของโครงการและผู้รับเหมา EPC ตั้งแต่ระยะการศึกษาความเหมาะสม ไปจนถึงช่วงการก่อสร้าง
รวมถึงนำ “โมเดล EPC Financing” มาใช้ ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินโครงการที่ผู้รับเหมาหลักรวมบริการ การจัดหาเงินทุนเพิ่มเข้ามา นอกเหนือจากงานออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จในสัญญาเดียว ช่วยลดภาระเงินลงทุนก้อนโตและเพิ่มความคล่องตัวให้เจ้าของโครงการ
“การใช้ EPC financing ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น ช่วยให้เราใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความใกล้ชิดระหว่างเจ้าของโครงการและผู้รับเหมา EPC มากขึ้น” คิม ไห่กล่าว
นอกจากนี้ การให้ผู้รับเหมา EPC รับผิดชอบงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาต่อเนื่องในช่วง 2 ปีแรกหลังก่อสร้างเสร็จ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ให้แก่ทีมงานท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายที่ยืดหยุ่นในการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ในการเพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดด รวมถึงการมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน



