เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้รวมตัวกัน ณ สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับความจริงเรื่องการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของมลพิษโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักหลายสาย การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อร่างข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาที่จะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ามุ่งเน้นเพียงการตรวจวัดคุณภาพน้ำแต่ขาดมาตรการจัดการที่ต้นตอ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดที่ส่อแววปิดกั้นการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
สถานการณ์มลพิษและผลกระทบข้ามพรมแดน
วิกฤตการณ์ปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำสายสำคัญอันประกอบด้วย แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี กำลังสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากเครือข่ายภาคประชาชนระบุว่า แหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญมาจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่หลากหลายประเภทในฝั่งเมียนมา ทั้งเหมืองดีบุก ทองแดง ตะกั่ว แมงกานีส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งกระบวนการสกัดแร่เหล่านี้มีการปล่อยสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ได้ลุกลามไปยังความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจรากหญ้า ในแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ระบุว่ามีพื้นที่เกษตรกรรมโดยเฉพาะนาข้าวในลุ่มน้ำโขงกว่า 110,000 ไร่ ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการใช้น้ำปนเปื้อนในการเพาะปลูก ขณะที่ภาคประมงพื้นบ้านในกว่า 60 หมู่บ้านต้องหยุดชะงักเนื่องจากผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสัตว์น้ำ
นอกจากนี้ หน่วยงานสาธารณสุขยังเคยออกคำเตือนให้ประชาชนในบางพื้นที่หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำประเภทกุ้ง หอย ปู และเครื่องในปลา เนื่องจากตรวจพบปริมาณโลหะหนักที่เกินมาตรฐานความปลอดภัย สำหรับในเขตผังเมืองเชียงราย ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบน้ำประปาที่หล่อเลี้ยงประชาชนกว่า 120,000 คน หรือประมาณ 40,000 ครัวเรือน ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำเหล่านี้ในการอุปโภคบริโภค
ข้อมูลเมียนมาขัดแย้ง
หนึ่งในประเด็นหลักที่เครือข่ายประชาชนฯ นำมายื่นต่อสถานกงสุลเมียนมา คือการเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับการมีอยู่ของเหมืองแร่ต้นน้ำ โดยมีการอ้างถึงจดหมายตอบกลับจากรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ที่ส่งถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งทางเมียนมาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนและยืนยันว่าไม่มีการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ต้นน้ำแม่น้ำกก
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนยืนยันว่าคำชี้แจงดังกล่าวขัดแย้งกับหลักฐานเชิงประจักษ์จากภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลที่รวบรวมโดยภาคประชาสังคมในพื้นที่ นายสืบสกุล กิจนุกร ตัวแทนเครือข่ายฯ ย้ำว่าการยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการแก้ปัญหา หากรัฐบาลเมียนมายืนยันที่จะปฏิเสธความจริง การร่วมมือในการฟื้นฟูระบบนิเวศและการแก้ไขการปนเปื้อนย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ทางกลุ่มจึงเรียกร้องให้ยุติกิจกรรมเหมืองแร่ทุกประเภทตามแนวลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงจนกว่าจะมีมาตรการจัดการที่ชัดเจน
วิพากษ์ร่างข้อตกลงไทย-เมียนมา (TOR)
ในส่วนของความเคลื่อนไหวภายในประเทศไทย "ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์" สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์ร่างข้อกำหนดการดำเนินงาน (TOR) ความร่วมมือไทย-เมียนมา เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพน้ำที่จะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายภัทรพงษ์ระบุว่า แม้รัฐบาลจะใช้เวลาเตรียมการมานานถึงหนึ่งปี แต่เนื้อหาในร่างข้อตกลงกลับมีช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจส่งผลเสียต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนไทย
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ "ข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับ" ซึ่งระบุว่าการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจคุณภาพน้ำและการสื่อสารต่อสาธารณะจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองประเทศก่อน นายภัทรพงษ์มองว่าข้อกำหนดนี้เป็นการ "ปิดปาก" รัฐบาลไทยในการบอกความจริงกับประชาชน หากประเทศไทยตรวจพบสารพิษในจุดที่ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลเมียนมาไม่ให้ความยินยอม รัฐบาลไทยก็อาจไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบถึงอันตรายได้ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนโดยตรง
นอกจากนี้ รายละเอียดของร่าง TOR ที่มีการปรับแก้ไขโดยฝ่ายเมียนมาและส่งกลับมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ยังมีการลดทอนสาระสำคัญลงในหลายส่วน ดังนี้
- ยกเลิกการปฏิบัติงานร่วม (Joint Operations): เปลี่ยนเป็นการต่างคนต่างตรวจสอบตามวิธีที่เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงพื้นที่ต้นน้ำที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทำได้ยากขึ้น
- สถานะทางกฎหมาย: มีการระบุชัดเจนว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-legally Binding) ทำให้เป็นเพียงกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายที่ขาดบทลงโทษหากไม่มีการปฏิบัติตาม
- การตัดบทบาทองค์กรระหว่างประเทศ: ลดระดับความร่วมมือให้เหลือเพียงทวิภาคี (ไทย-เมียนมา) เท่านั้น ซึ่งอาจลดความโปร่งใสและการตรวจสอบจากหน่วยงานระดับสากล
ข้อบกพร่องในขอบเขตการทำงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
"ภัทรพงษ์" ยังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ครอบคลุมของคณะทำงานฝั่งไทย โดยระบุว่ารัฐบาลตีกรอบการดำเนินงานไว้เพียงจังหวัดเชียงรายเท่านั้น ทั้งที่แม่น้ำที่ได้รับผลกระทบไหลผ่านอีกหลายจังหวัด เช่น แม่น้ำสาละวินในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และแม่น้ำกระบุรีในจังหวัดระนอง รวมถึงแม่น้ำกกที่ไหลผ่านจังหวัดเชียงใหม่บางส่วน
ยิ่งไปกว่านั้น ในองค์ประกอบของคณะทำงานกลับไม่มีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและการเหมืองแร่โดยตรง เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกรมทรัพยากรธรณี เข้าร่วม การที่ร่างข้อตกลงเน้นไปที่การ "ตรวจวัด" คุณภาพน้ำโดยกรมควบคุมมลพิษเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีมาตรการ "ควบคุม" หรือจัดการที่ต้นทาง เช่น การสืบหาแหล่งกำเนิดมลพิษและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของการนำเข้า-ส่งออกแร่ ทำให้มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการติดตามปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยก่อนการลงนาม
เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน "ภัทรพงษ์" และเครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอ 4 ประการต่อรัฐบาลก่อนที่จะมีการลงนามร่วมกับผู้นำเมียนมาในวันที่ 6 สิงหาคมนี้
- สิทธิการเปิดเผยข้อมูล: รัฐบาลไทยต้องมีสิทธิในการเปิดเผยผลการตรวจสารพิษต่อประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเมียนมา และควรขยายการตรวจวัดไปยังปัจจัยอื่น เช่น สัตว์น้ำ และสุขภาพของประชาชน
- การจัดการที่ต้นตอ: ต้องมีการเก็บตัวอย่างร่วมกันในจุดที่ใกล้พื้นที่ต้องสงสัยมากที่สุด เพื่อระบุแหล่งกำเนิดมลพิษและนำไปสู่การควบคุมกิจกรรมเหมืองแร่ที่เป็นต้นทาง
- ขยายขอบเขตพื้นที่: ต้องรวมจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และระนอง เข้าสู่กลไกการแก้ไขปัญหาอย่างเท่าเทียมกับเชียงราย
- ควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่: กระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงพาณิชย์ควรออกระเบียบบังคับให้ผู้นำเข้าแร่ต้องระบุเหมืองต้นกำเนิด และยืนยันว่ากิจกรรมเหล่านั้นไม่สร้างมลพิษ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่ที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ก้าวต่อไปของความร่วมมือข้ามพรมแดน
กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หน้าสถานกงสุลเมียนมาที่มีการส่งต่อน้ำจากแม่น้ำกก พร้อมการสวมหน้ากากแทนตัวละครหลักอย่างนายกรัฐมนตรีไทยและผู้นำทหารเมียนมา เป็นการสะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ถูกส่งต่อไปมาโดยที่ประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข การหารือระหว่างไทยและเมียนมาในวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ จึงเป็นวาระสำคัญที่สังคมจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลไทยจะเลือกให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ทางการทูตหรือการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ
ท้ายที่สุด ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสิ่งแวดล้อม แต่คือบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐและความโปร่งใสในการดำเนินงานระหว่างประเทศ ซึ่งหากปราศจากการยอมรับความจริงและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา วิกฤตการณ์นี้อาจกลายเป็นภัยเงียบที่ทำลายคุณภาพชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำไปอีกนานเท่านาน
อ้างอิง: Phattarapong Leelaphat, Lanner
ภาพ: Kidnukorn Suebsakun



