วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘จีน’ ใช้ ‘ทรายเทียม’ พุ่ง 80% แก้ปัญหาทรายขาดแคลน ไม่ทำลายระบบนิเวศ

ทราย” เป็นทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากน้ำ โดยในแต่ละปี มนุษย์มีการขุดทรายและกรวดมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างสูงถึง 50,000 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณมากพอที่จะสร้างกำแพงกว้างและสูงด้านละ 27 เมตรล้อมรอบโลกใบนี้ได้ทั้งใบ นับเป็นระดับที่เกินขีดจำกัดที่โลกจะรับไหว และกำลังนำไปสู่ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจย้อนกลับคืนมาได้

เมื่อมหาสมุทร แม่น้ำ และชายหาดสูญเสียทรายธรรมชาติ จะทำให้เกิด “อุทกภัย” ที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสื่อมโทรมของอย่างหนัก มิหนำซ้ำการขุดทรายในบริเวณใกล้เคียงกับชั้นหินอุ้มน้ำ ยังส่งผลให้ระดับน้ำบาดาลลดลง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของมนุษย์และภาคเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการกัดเซาะตลิ่งและสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างประเมินค่าไม่ได้

แม้โลกจะมี “ทะเลทราย” มากมาย แต่ก็ไม่สามารถนำทรายเหล่านั้นมาทดแทนได้ เพราะเมล็ดทรายในทะเลทรายมีความกลมและเรียบมนเกินไป ไม่มีความหยาบหรือมุมเหลี่ยมเพียงพอจะยึดเกาะกับซีเมนต์เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับคอนกรีตได้เหมือนกับทรายแม่น้ำหรือทรายชายหาด ทำให้ทรายจากแหล่งน้ำธรรมชาติยังคงเป็นที่ต้องการสูงสุด

“จีน” เป็นหนึ่งในผู้บริโภคทรายรายใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 58% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ความต้องการมหาศาลนี้ ส่งผลให้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 2010 จีนเริ่มเผชิญกับภาวะวิกฤติขาดแคลนทราย เมื่อแหล่งทรายธรรมชาติเริ่มแห้งขอด ดันราคาทรายพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ จีนได้หันไปพึ่งพาเทคโนโลยี “ทรายเทียม” (Artificial Sand) หรือ “ทรายจากการผลิต” (Manufactured Sand) ซึ่งได้จากการนำหินหรือกากแร่มาบดและคัดแยกขนาด ด้วยเครื่องจักรเพื่อให้ได้คุณสมบัติใกล้เคียงกับทรายธรรมชาติ วิธีการนี้ช่วยให้จีนสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาทรายจากแม่น้ำเป็นหลักเหมือนในอดีต

ตามข้อมูลจากการศึกษาของนักวิจัยนานาชาติ ที่ตีพิมพ์วารสาร Nature Geoscience ปี 2024 พบว่า สัดส่วนการใช้ทรายในจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 1995 การใช้ทรายธรรมชาติมีสัดส่วนสูงถึง 80% แต่ในปี 2020 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 21% เท่านั้น ในขณะที่การผลิตทรายเทียมเติบโตขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 13% และได้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรหลักของอุตสาหกรรมก่อสร้างในจีนมาตั้งแต่ปี 2011

“ปริมาณทรายโดยรวมของจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 400% ในช่วงระยะเวลาการศึกษา แต่สัดส่วนของทรายธรรมชาติลดลงจากประมาณ 80% เหลือประมาณ 21% เนื่องจากการใช้ทรายสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น” ผู้เขียนงานวิจัยระบุ

ซ่ง เส้าหมิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรมปักกิ่ง กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านจากทรายธรรมชาติมาสู่ทรายเทียม ถือเป็นปาฏิหาริย์สำหรับประเทศที่มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลเช่นนี้ และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของจีน”

การใช้ฎหมายที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในปี 2016 ที่มีการจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อกวาดล้างการลักลอบขุดทรายผิดกฎหมายในแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำแยงซี นโยบายเหล่านี้ บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องแสวงหาทางเลือกที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จนนำไปสู่การขยายตัวของโรงงานผลิตทรายเทียมขนาดใหญ่ตลอดแนวแม่น้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าการผลิตทรายสังเคราะห์จะใช้ได้ผลในภูมิประเทศอื่น ๆ หรือไม่ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องทราบข้อจำกัดและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องพึ่งพาของเสียจากกิจกรรมการทำเหมือง

ทรายเทียมก็มีความท้าทายในตัวเอง แม้จะช่วยลดการทำลายตลิ่งแม่น้ำ แต่กระบวนการผลิตยังคงต้องอาศัยการระเบิดหิน การบด และการขนส่งวัสดุ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ปาสคาล เปดุซซี นักวิจัยจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ย้ำเตือนว่า “เราไม่สามารถขุดวัสดุใด ๆ ออกมา 50,000 ล้านตันต่อปี โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบมหาศาลต่อโลกและชีวิตผู้คนได้

ในอนาคต จีนมีแผนที่จะก้าวไปสู่การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนมากขึ้น โดยในปี 2026 รัฐบาลได้ประกาศแผนการจัดการขยะแห่งชาติ (National Waste-management Plan) ที่ส่งเสริมการนำเศษซากจากการรื้อถอนอาคารและถนน มาแปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ให้น้อยลงและยืดอายุการใช้งานของสิ่งก่อสร้างเดิมให้ยาวนานที่สุด

สิ่งนี้อาจช่วยลดแรงกดดันต่อทั้งแม่น้ำและเหมืองหิน เพราะทรายที่ผลิตขึ้นจากซากสิ่งก่อสร้างจะช่วยลดความเสียหายร้ายแรงบางส่วนที่เกิดจากการขุดทรายธรรมชาติจากก้นแม่น้ำ และลดความจำเป็นในการสกัดหินใหม่ได้ แต่การระเบิดอาคาร บดหิน และขนส่งวัสดุ ก็ยังคงอยู่อยู่ดี

ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจีน ยังเห็นได้ชัดจากโครงการ “เซ่อหานป๋า” (Saihanba) ในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งและถูกทำลายจากการทำไม้ แต่ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็นป่าปลูกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเพิ่มพื้นที่ป่าจาก 11.4% เป็น 80% ตลอดช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกั้นทราย ไม่ให้พายุทรายพัดเข้าสู่กรุงปักกิ่ง

หลิว ไห่อิง ผู้อำนวยการชุมชนฟื้นฟูป่าเซ่อหานป้า กล่าวถึงความทุ่มเทของคนงานว่าพวกเขาดูแลและปกป้องป่าแห่งนี้ “เหมือนกับลูกของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการฟื้นฟูธรรมชาติในระยะยาว ที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนที่แท้จริง

การหาแหล่งทรัพยากรใหม่มาทดแทนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ความท้าทายที่แท้จริงของมนุษยชาติคือ การเปลี่ยนผ่านจาก “การสร้าง" ไปสู่ “การสร้างอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็น การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการปกป้องระบบนิเวศของโลกเพื่อคนรุ่นต่อไป


ที่มา: CPGSouth China Morning PostZME Science