วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกเดือดทะลุจุดเดือด 'UN เตือนภัยพิบัติภูมิอากาศพุ่งระดับวิกฤติชาติ'

สหประชาชาติ (UN) ประกาศเตือนว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงถึงระดับ "ภัยพิบัติแห่งชาติ" แล้ว หลังเกิดคลื่นความร้อน และไฟป่าสร้างความเสียหายรุนแรงทั่วโลก

KEY POINTS

  • สหประชาชาติ (UN) ประกาศเตือนว่าวิกฤติสภาพภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงถึงระดับ "ภัยพิบัติแห่งชาติ" แล้ว หลังเกิดคลื่นความร้อน และไฟป่าสร้างความเสียหายรุนแรงทั่วโลก
  • UN เรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหา และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนให้เร็วขึ้น
  • มีการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warnings) เพื่อปกป้องชีวิตผู้คนจากภัยพิบัติที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น
  • ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นความร้อนรุนแรง โดยมีดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงเกิน 52°C ในหลายพื้นที่ และเผชิญปัญหาภัยแล้ง และไฟป่าที่หนักขึ้น

ยูเอ็นออกโรงเตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกกำลังลามสู่ระดับ "ภัยพิบัติแห่งชาติ" หลังคลื่นความร้อนแผดเผาซัดยุโรป-แอฟริกา-เอเชียพังพินาศ พร้อมเรียกร้องเร่งเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ไซมอน สตีลล์ เลขาธิการ บริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (UNFCCC) เตือนด้วยความกังวลอย่างยิ่งว่า เสียงระฆังเตือนภัยด้านภูมิอากาศกำลังดังกระหึ่มจากทุกทิศทุกทาง ในขณะที่ปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนอันมหาศาลจากวิกฤติครั้งนี้ ทั้งชีวิตมนุษย์ และระบบเศรษฐกิจ ได้ลุกลามเข้าสู่ระดับวิกฤติฉุกเฉินระดับชาติแล้ว

สถานการณ์วิกฤติทั่วโลก

  • ยุโรป: พื้นที่ป่าถูกเผาผลาญเสียหายกว่า 250,000 เฮกตาร์ โดยตรวจพบเหตุไฟป่าสูงถึง 1,254 ครั้งตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2569 เป็นต้นมา คลื่นความร้อนที่รุนแรงทำให้ผืนดินแห้งผาก จุดชนวนไฟป่าประวัติศาสตร์โหมกระหน่ำฝรั่งเศส สเปน และชาติอื่นๆ บังคับให้ต้องอพยพผู้คนนับแสน และสร้างความเสียหายยับเยินต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
  • แอฟริกาเหนือ: อุณหภูมิพุ่งเข้าใกล้ระดับ 49°C คุกคามความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนอย่างหนัก พร้อมกดดันให้โรงพยาบาลและระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตกอยู่ในภาวะวิกฤติ
  • ชิลี: เผชิญหน้ากับพายุรุนแรงทำลายล้างบ้านเรือน และคร่าชีวิตผู้คน
  • ญี่ปุ่น: ทุบสถิติความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ด้วยคลื่นความร้อน 40°C ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

ทางออกที่ชัดเจน และการเตือนภัยล่วงหน้า

สตีลล์ เน้นย้ำว่า ภัยพิบัติที่กำลังเกลียวคลื่นซัดสาดอยู่นี้คือ ความจริงที่ประชากรหลายพันล้านคนกำลังเผชิญ ในโลกที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดที่ล่าช้าเกินไป รวมถึงความล้มเหลวในการปกป้องผืนป่า

วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลคือ ตัวการหลักที่ขับเคลื่อนความร้อนสะสม ทำให้คลื่นความร้อน น้ำท่วมรุนแรง และพายุเมกะสตอร์มเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ การละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วขึ้น ขยายสเกลพลังงานหมุนเวียน และปกป้องชีวิตผู้คนที่อยู่ในแนวหน้าของวิกฤติ

ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ควันไฟป่าสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้หลายพันกิโลเมตร ดังเช่นที่ควันพิษจากไฟป่าในแคนาดา ลามข้ามทวีปสร้างมลพิษทางอากาศข้ามประเทศ ดังนั้น การมีระบบติดตามพยากรณ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warnings) ผ่านโครงการ Early Warnings for All จึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการปกป้องชีวิต และระบบนิเวศอย่างทันท่วงที

สถานการณ์ความร้อน และดัชนีความร้อนในไทย

รายงานจากรัฐบาล และหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาผ่านการประเมินของ กรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า ในช่วงฤดูร้อน พ.ศ.2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นพิเศษ โดยมีการเตือนภัยเรื่อง ดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่อาจพุ่งสูงเกิน 52°C ในหลายพื้นที่ ซึ่งจัดอยู่ในระดับอันตรายมาก และเสี่ยงต่อการเกิดโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

ขณะที่ภาพรวมอุณหภูมิสูงสุดในหลายจังหวัด เช่น ลำปาง เชียงใหม่ และตาก ทะยานขึ้นอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า และน้ำประปาพุ่งสูงทุบสถิติ เพื่อรองรับภาวะความร้อนที่แผดเผา

ผลกระทบวงกว้าง ภัยแล้ง ไฟป่า และ PM2.5

ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปี พ.ศ.2569 นี้ ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำมา วิกฤติภัยแล้ง ปริมาณน้ำในเขื่อน และแหล่งน้ำธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเกษตรกรรม และรายได้ของเกษตรกร และ ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 สภาพอากาศที่แห้งแล้ง และร้อนจัด กลายเป็นตัวเร่งให้ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่ายิ่งทวีความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้วิกฤติหนักขึ้น

ท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว ภาคส่วนท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร ได้เตรียมแผนบริหารจัดการความร้อนในเขตเมือง พ.ศ.2569 โดยมีการสำรวจ "จุดเสี่ยงความร้อนเมือง" (Urban Heat Hotspots) กว่า 379 จุดทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นไซต์ก่อสร้าง ตลาดสด วินมอเตอร์ไซค์ และชุมชนแออัด พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสี (เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง) ตามค่า Heat Index เพื่อยกระดับการให้บริการภาคประชาชน เช่น การจัดเตรียมร่มเงา จุดแจกน้ำดื่ม และทีมแพทย์สนามเชิงรุกในยามที่สภาพอากาศเข้าขั้นวิกฤติสีแดง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนเมืองอย่างทันท่วงที

 

 

 

ที่มา : United Nation

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์