ยูเอ็นออกโรงเตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกกำลังลามสู่ระดับ "ภัยพิบัติแห่งชาติ" หลังคลื่นความร้อนแผดเผาซัดยุโรป-แอฟริกา-เอเชียพังพินาศ พร้อมเรียกร้องเร่งเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า
ไซมอน สตีลล์ เลขาธิการบริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (UNFCCC) เตือนด้วยความกังวลอย่างยิ่งว่า เสียงระฆังเตือนภัยด้านภูมิอากาศกำลังดังกระหึ่มจากทุกทิศทุกทาง ในขณะที่ปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนอันมหาศาลจากวิกฤตครั้งนี้ ทั้งชีวิตมนุษย์และระบบเศรษฐกิจ ได้ลุกลามเข้าสู่ระดับวิกฤตฉุกเฉินระดับชาติแล้ว
สถานการณ์วิกฤติทั่วโลก
- ยุโรป: พื้นที่ป่าถูกเผาผลาญเสียหายกว่า 250,000 เฮกตาร์ โดยตรวจพบเหตุไฟป่าสูงถึง 1,254 ครั้งตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นมา คลื่นความร้อนที่รุนแรงทำให้ผืนดินแห้งผาก จุดชนวนไฟป่าประวัติศาสตร์โหมกระหน่ำฝรั่งเศส สเปน และชาติอื่น ๆ บังคับให้ต้องอพยพผู้คนนับแสน และสร้างความเสียหายยับเยินต่อเศรษฐกิจภูมิภาค
- แอฟริกาเหนือ: อุณหภูมิพุ่งเข้าใกล้ระดับ 49°C คุกคามความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนอย่างหนัก พร้อมกดดันให้โรงพยาบาลและระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานตกอยู่ในภาวะวิกฤต
- ชิลี: เผชิญหน้ากับพายุรุนแรงทำลายล้างบ้านเรือนและคร่าชีวิตผู้คน
- ญี่ปุ่น: ทุบสถิติความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ด้วยคลื่นความร้อน 40°C ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา
ทางออกที่ชัดเจนและการเตือนภัยล่วงหน้า
สตีลล์เน้นย้ำว่า ภัยพิบัติที่กำลังเกลียวคลื่นซัดสาดอยู่นี้ คือความจริงที่ประชากรหลายพันล้านคนกำลังเผชิญ ในโลกที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดที่ล่าช้าเกินไป รวมถึงความล้มเหลวในการปกป้องผืนป่า
วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาล คือตัวการหลักที่ขับเคลื่อนความร้อนสะสม ทำให้คลื่นความร้อน น้ำท่วมรุนแรง และพายุเมกะสตอร์มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งทำคือการละทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วขึ้น ขยายสเกลพลังงานหมุนเวียน และปกป้องชีวิตผู้คนที่อยู่ในแนวหน้าของวิกฤติ
ขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ควันไฟป่าสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้หลายพันกิโลเมตร ดังเช่นที่ควันพิษจากไฟป่าในแคนาดาลามข้ามทวีปสร้างมลพิษทางอากาศข้ามประเทศ ดังนั้น การมีระบบติดตามพยากรณ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warnings) ผ่านโครงการ Early Warnings for All จึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุดในการปกป้องชีวิตและระบบนิเวศน์อย่างทันท่วงที
สถานการณ์ความร้อนและดัชนีความร้อนในไทย
รายงานจากรัฐบาลและหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาผ่านการประเมินของ กรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า ในช่วงฤดูร้อน พ.ศ. 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นพิเศษ โดยมีการเตือนภัยเรื่อง ดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่อาจพุ่งสูงเกิน 52°C ในหลายพื้นที่ ซึ่งจัดอยู่ในระดับอันตรายมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคฮีทสโตรก (Heatstroke) เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
ขณะที่ภาพรวมอุณหภูมิสูงสุดในหลายจังหวัด เช่น ลำปาง เชียงใหม่ และตาก ทะยานขึ้นอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำประปาพุ่งสูงทุบสถิติ เพื่อรองรับภาวะความร้อนที่แผดเผา
ผลกระทบวงกว้าง ภัยแล้ง ไฟป่า และ PM2.5
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปี พ.ศ. 2569 นี้ ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นำมา วิกฤติภัยแล้ง ปริมาณน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเกษตรกรรมและรายได้ของเกษตรกร และ ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 สภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด กลายเป็นตัวเร่งให้ความเสี่ยงในการเกิดไฟป่ายิ่งทวีความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้วิกฤติหนักขึ้น
ท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว ภาคส่วนท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร ได้เตรียมแผนบริหารจัดการความร้อนในเขตเมือง พ.ศ. 2569 โดยมีการสำรวจ "จุดเสี่ยงความร้อนเมือง" (Urban Heat Hotspots) กว่า 379 จุดทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นไซต์ก่อสร้าง ตลาดสด วินมอเตอร์ไซค์ และชุมชนแออัด พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสี (เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง) ตามค่า Heat Index เพื่อยกระดับการให้บริการภาคประชาชน เช่น การจัดเตรียมร่มเงา จุดแจกน้ำดื่ม และทีมแพทย์สนามเชิงรุกในยามที่สภาพอากาศเข้าขั้นวิกฤติสีแดง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนเมืองอย่างทันท่วงที
ที่มา : United Nation


